หมอพรทิพย์ เปรย คดีแตงโมเป็นคดีแรกที่ตัวแทนผู้ตายไม่อยู่ข้างผู้ตาย! ลั่นไม่รู้คดีจะจบยังไง ช่วยไขข้อสงสัย โดนทนายดังด่าเละ

แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เปิดใจคดีการเสียชีวิตของดาราสาวแตงโม  พร้อมยืนยันจุดตกเรือมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เผยเรื่องกระแสที่เข้ามาคนกล่าวหาหิวแสง ยันตนเองไม่รู้แนวโน้มคดีและไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ทุกประเด็นในรายการคุยแซ่บ SHOW ออกอากาศทางช่องวัน 31 ที่มี หนิง ปณิตา ธัญญ่า ธัญญาเรศ และอาจารย์เป็นหนึ่ง เป็นพิธีกรดำเนินรายการในเรื่องของบาดแผลก้างปลา คุณหญิงหมอเคยบอกว่าแผลก้างปลานำพาไปจุดเกิดเหตุ เพราะมันเป็นวิทยาศาสตร์?หมอพรทิพย์ : ในคดีมันมีหลายประเด็นแต่ตัวเองได้เข้าไปเห็นในการผ่าครั้งที่ 2 กับบาดแผลที่มันไม่ถูกเปลี่ยนแปลงเลย...

ปู แบล็คเฮด เล่านาทีสูญเสียคนรัก นุ๊กซี่ อัญพัชญ์ ยืนรอหน้า ICU 2 ชม. ผ่านมา 50 วัน ไม่มีวันไหนไม่คิดถึง

นักร้องแถวหน้าของเมืองไทย ปู แบล็คเฮด ที่วันนี้จะมาเปิดใจครั้งแรกหลังสูญเสียแฟนสาวนุ๊กซี่ อัญพัชญ์ ที่คบหากันมากว่า 5 ปี ด้วยโรคมะเร็ง พร้อมเล่าวินาทีการจากลาโดยไม่ได้ร่ำลา และเผยสิ่งติดค้างที่ยังอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง วัน31 ที่มีพีเค ปิยะวัฒน์ และหนิง ปณิตา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ เวลามารายการ เห็นภาพแบบนั้น แอบเห็นพี่ไม่มองเลย? ปู : ดูไม่ค่อยได้ ถึงแม้น้องจากไป 50 วันแล้ว? ปู : โอเคมันอาจจะเสียใจน้อยลง แต่ว่ามันคิดถึงเหมือนเดิม ย้อนไปที่น้องเขาป่วย วิจัยแรกเลยคือน้องเขาเป็นมะเร็งเต้านม? ปู : ใช่ครับ จริงๆ ก่อนที่จะรู้ว่าเป็นมะเร็งเต้านม เขาก็ทำการรีเสิตตัวเองอยู่ประมาณนึงนะ เพราะมันมีอาการแล้ว เจอก้อน มีน้ำเหลือง มีเลือดออกมา แต่ด้วยความที่กลัวมากๆ ก็จะไมาเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา ก็จะคาดเดาว่าหรือจะเป็นอย่างอื่น หรืออาจจะไม่ใช่มั้ง ระยะเวลาเหล่านั้นก็เกือบครึ่งปีกว่าที่จะเข้ารับการรักษา หรือไปวินิฉัยว่าเป็นจริงๆ  ตอนนั้นเขาปรึกษาพี่ไหม? ปู : คือมองหน้ากันตลอด คือมันมีอาการ มีเลือดออก มีอะไร แต่มันก็เหมือนหลอกตัวเองกันไปว่าอาจจะมีเอฟเฟกต์จากการที่ศัลยกรรม เราก็บอกให้ไปหาหมอเช็กดู เป็นก็รักษากันไป เขาก็กลัวมากว่ามันเป็น พอมันเป็น โลกมันจะเปลี่ยน วิธีการหลายๆ อย่าง ความรู้สึกที่เขาคาดเดามันก็จะกลายเป็นว่า เอ๊ะนี่มันเป็นเรื่องจริงเหรอ เขาก็เดาไปล่วงหน้าว่าถ้ามันเป็นขึ้นมาหนูจะทำตัวยังไง หนูจะอยู่ได้อีกนานไหม แล้วอะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจไปหาหมอ? ปู : เพราะมันเป็นนานแล้ว มันเริ่มเจ็บ มันมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน มันเจ็บ มันอักเสบ มันมีอาการเลือดไหล น้ำเหลืองไหล ก็เลยไม่ได้แล้วแหละ ต้องไปหาหมอ พอไปหาหมอปั๊บ เขาเจอว่าเป็นมะเร็งเต้านม? ปู : คุณหมอศัลยกรรมบอกว่าอันนี้น่าจะไม่ใช่เรื่อวของการอักเสบของการศัลยกรรมแล้ว ไปหาหมอที่เฉพาะทางเลยดีกว่า เท่านั้นแหละก็รู้แล้วว่า... ตอนที่ไปโรงพยาบาลในใจลึกๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นมะเร็งเต้านม? ปู : ใช่ครับ ณ วันนั้น นุ๊กเขาไปกับคนรถเพื่อไปหาหมอศัลยกรรม พอไปถึงคลินิก หมอบอกไม่ได้ต้องไปหาอีกที่ระหว่างทางเขาโทรหาผม หมอแนะนำให้ไปอีกที่นึง ระหว่างการเดินทางเราก็คนก็คิดแล้วแหละว่ามันน่าจะ... พอไปถึงหมอ หมอเขาบอกเลยว่าเป็นมะเร็งเต้านม? ปู : ใช่ครับ แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นระยะไหน แล้วมารู้ตอนไหนว่าที่น้องเป็นระยะสุดท้ายที่กำลังจะลาม? ปู : ตอนแรกที่ไปเจอหมอเขาบอกน่าจะอยู่ในระยะ 2-3 อันนั้นคือตอนที่ยังไม่ได้ผ่าตัดเอาออกนะ เขายังไม่ได้วินิจฉัยว่าลามไปตรงไหนบ้างหรือยัง เพียงแต่ว่าเขาตรวจเจอที่ตรงนี้ แล้วจำเป็นที่สุดที่จะต้องคว้านออก อาการมันหนักขึ้นหลังจากที่น้องไปฉีดวัคซีน? ปู : เราไม่อยากคาดเดาว่ามันใช่ เพียงแต่ว่ามันนั้นผมเองจะไปฉีดเข็มสาม นุ๊กก็บอกว่าไหนๆ หนูมาแล้วก็อยากฉีดด้วย เวลาป่วยก็จะได้ป่วยพร้อมๆ กัน เวลามีเอฟเฟกต์อะไรก็จะได้ไปพร้อมๆ กัน ทีนี้เขาก็ปรึกษาหมอ ณ ตรงนั้นว่าหนูจะฉีดเป็นไปได้ไหม ในขณะที่ตอนนี้ก็รักษาตรงนี้อยู่ หมอบอกไม่เกี่ยวกันฉีดได้ พอกลับไปถึงบ้านรู้สึกว่ามีไข้นิดหน่อยของนุ๊กก็มีไข้เหมือนกัน แต่ปวดหัวด้วย แล้วอ้วกตลอดเวลา ไม่ไหวแล้ว กินยาแก้ปวดบรรเทากันไป กินไป 2-3 วันไม่หาย พอไม่หายแล้วคิดว่าเป็นอะไรอย่างอื่นก็เลยพากันไปโรงพยาบาล เขาก็สันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา แต่ว่าหมอที่ดูแลนุ๊กอยู่แล้วเขาไม่ได้ตรวจสแกนสมอง เขาก็ยังไม่เจอ เขาไปมุ่งเน้นกับต่อมน้ำเหลือง อันที่แพ้กระจายปอด ที่เต้านมถ้าหากมันยังหลงเหลืออยู่ก็เลยไม่ได้ไปตรวจตรงสมองเลย คือตอนที่น้องป่วย เริ่มจากเต้านมก่อน แล้วลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง แล้วไปที่ปอด แล้วเรามาทราบตอนไหนว่ามะเร็งลามไปที่สมอง? ปู : พอเขาปวดหัวหลังจากวัคซีน ก็เลยคาดเดาว่าหรือวัคซีนมันจะไปกระตุ้นหลายๆ อย่างทำให้มันแสดงผลเร็วขึ้นหมอก็เลยตรวจ MRI สมอง หมอบอกเล็กมาก เพราะมันอยู่ลึก มันมีแหละ แต่มันลึกมาก มันไม่น่าแสดงผลขนาดนั้นทีนี้เขาก็เลยตรวจเชิงลึกกว่านั้น ก็เจออีกตรงเยื้อบุบสมอง ซึ่งมันคนละขั้นตอน เยื้อบุบสมองต้องใช้อีกวิธีในการรักษาสมองต้องใช้อีกวิธีในการรักษา ฉะนั้นก็เลยต้องเลือกว่าต้องรักษาอันไหนก่อน ตอนนั้นกำลังใจของน้องเป็นยังไง? ปู : ก็ค่อนข้างแย่นะครับ เวลาเขารู้ว่าเจอตรงไหนเขาก็ยังยิ้มได้ และยังใช้ชีวิตคล้ายๆ เดิม ยังสนุกสนาน คุยพูดจากับเพื่อนได้ เพียงแต่ว่าอาการของมันมันแสดงผลเยอะ ปวดหัวหนักจนทำอะไรไม่ได้ เหนื่อย หอบ ใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ เห็นว่าไอออกมาเป็นเลือดเลย? ปู : เขาไอตลอดเวลาไม่สามารถนอนได้เลย พอไอตลอดเส้นเลือดในคอแตก เวลาไอออกมาจัดๆ มันก็เป็นเหมือนมูกเลือก เป็นคราบ แล้วเดินไม่ไหว เหมือนกล้ามเนื้อมันหายไป แค่อาทิตย์ สองอาทิตย์มันไม่มีกล้ามเนื้อเลย อาทิตย์เดียวขาก็ลีบไปหมดเลย ขึ้นบ้นได ขึ้นห้องนอนก็ยังไม่ได้ พี่ดูแลอย่างดี 24 ชม.เลย ดูแลนานไหม? ปู : ปีเต็มๆ ครับ ถ้าสมมติว่าเข้า ออก โรงพยาบาลใหม่ๆ ตอนที่ผ่าตัดใหม่ๆ มันก็มีพัฒนาการของมันมาเรื่อยๆ ซึ่งมันจะส่งผลกับร่างกายโดยชัดเจน มันมีจังหวะที่น่าจะหายกลับมาเป็นปกติด้วย? ปู : มันจะมีช่วงที่มันคุมอยู่ครับ แต่ของนุ๊กเป็นมะเร็งชนิดที่ดุที่สุด ดุมากๆ พอมันเริ่มชินกับตัวยาตัวนี้ก็เริ่มเอาไม่อยู่คุมเจ้านี่ไม่อยู่ก็เลยต้องเปลี่ยนตัว พอเปลี่ยนตัวปั๊บตัวนี่ก็ดื้อ ตัวนี่ก็ดื้อ มันก็เลยต้องเปลี่ยนตัวไปเรื่อยๆ ณ วันนี้ผ่านมา 50 วันแล้ว มันยังฝังใจพี่อยู่มากๆ ตลอดเวลาพี่ดูแล 24 ชม. มีแค่วันเดียวที่จำเป็นต้องไปทำงาน แล้วมีสัญญาณอะไรที่น้องดร้อปลง แล้วน้องก็เสียชีวิต? ปู : ใช่ ในช่วงที่เขาทำอะไรไม่ได้ เขาไม่สามารถทำงานได้ เขาก็จะคอยรับงานให้พี่ เขาก็จะชอบจัดแจง เดี๋ยวหนูรับงานนี้ให้ แล้วพอดีวันนั้นผมต้องไปทำงานที่นุ๊กรับเอาไว้ มันก็มีการพูดคุยกันปกติ พอไปถึงงานพี่ก็โทรหาคนนี่ๆ ก่อนที่ผมจะออกไปผมไม่มีสัญญาณใดๆ เหมือนหมอเขาแจ้งด้วยซ้ำว่าอีก 3-4 วัน ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว เพราะว่าไวรัลที่ปอดเริ่มเบาบางลง ตอนนั้นก็เริ่มดีใจ ก็นับวันรอ ขอเบิกเครื่องออกซิเจนกลับบ้านแล้ว เริ่มขนของทยอยกลับบ้านพอเย็นของอีกวันนึงไปทานข้าวกับแม่ ทีนี้พยาบาลก็โทรมาบอกว่าพี่นุ๊กเขาหยุดหายใจไปแล้ว ตอนนี้กำลังปั๊มหัวใจอยู่ เขาก็ให้หมอพูดกับผม ผมก็ถามหมอทำไม เมื่อวานก็ยังพูดคุยกันปกติ ยังไม่มีอะไรบอกเหตุว่าวันนี้เขาจะเป็นอย่างนี้ ตอนนั้นมีคำถามได้แค่นี้ ทุกอย่างต้องรีบที่จะเข้าไปที่โรงพยาบาล เราก็ยังไม่เชื่อ เดี๋ยวก็คงปั๊มขึ้นมาได้ อีกแป๊บนึงก็คงรู้สึกตัว ไม่ว่าจะแย่ยังไงก็ตาม ไม่น่าเสียชีวิต? ปู : ใช่ ผมไปรออยู่หน้าห้อง ICU ประมาณ 2 ชั่วโมง ตอนแรกห้องICU ของโรงพยาบาลเต็ม เขาต้องขนของทั้งหมดมาที่บอร์ด ห้องพักที่เราอยู่ด้วยกัน พอห้อง ICU ว่างถึงจะเข็นน้องไป เพราะฉะนั้นรวมๆ กันก็น่าจะ 2 ชั่วโมงที่ผมอยู่ตรงทางเดิน แล้วก็รอ ความรู้สึกตอนนั้นทรมานที่สุดในชีวิตเลยไหม? ปู : ใช่ เอาเข้าจริงๆ ตั้งแต่ 3-4 ครั้งแรกที่หมอพยายามยื้อกลับมา ผมไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะว่าผมเคยคุยกับน้องไว้ถ้าหนูถึงเวลาที่หนูจะต้องไป พี่อย่าพยายาม วันนั้นหมอได้ถามพี่ไหมว่าเราจะยื้ออีกไหม? ปู : ถามครับ แต่คนที่จะตัดสินใจได้ต้องเป็นญาติเท่านั้น ผมก็บอกหมอแล้วว่าน้องบอกผมว่าอย่างนี้ แต่ทีนี้หมอต้องการคนที่เป็นญาติที่นามสกุลเดียวกัน ทีนี้ก็โทรคุยกับปาป๊าเขาก็บอกว่าเอาให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็เลยต้องใช้เวลาอยู่อย่างนั้นนาน ประมาณ 10 ครั้งได้ เขาก็ดึงขึ้นมา หายใจได้ 1-2 นาที แล้วก็ไปอีก อยู่แบบนี้ประมาณ 10 ครั้งหมอบอกคงไม่ไหวแล้ว พี่ว่าไงพอหมอบอกว่าไม่ได้แล้ว? ปู : ผมอยากจะปล่อยตั้งแต่ 3-4 ครั้งแรกแล้ว เพราะผมเห็น ผมเดินไปหน้าห้องแล้วเห็นสงสาร สุดท้ายน้องก็ไป แต่มันก็มีเรื่องติดค้างใจที่พี่ยังไม่ได้ทำให้น้อง รู้สึกว่าคิดขึ้นมาทีไรน้ำตามันก็ไหลออกมาทุกที เพราะว่าสิ่งนี้เราน่าขะทำไปแล้ว มันคืออะไร? ปู : ช่วงก่อนที่เขาจะเข้าโรงพยาบาลครั้งล่าสุด เขาลอกพี่ หรือว่าไม่ต้องแต่งก็ได้ จดทะเบียนอย่างเดียวก็แล้วกัน คืออยู่ในช่วงโควิดมันทำอะไรยากไปหมดเลย เขาก็บอกแค่จดทะเบียน เราไปจดทะเบียนกันนะ ผมก็คิดว่าถ้าเขาดีขึ้นนิดนึงการจดทะเบียนในโรงพยาบาลจะเป็นไปได้ไหม ผมคิดไว้ 3-4 วันก่อนหน้านั้น แต่ก็ยังไม่ได้ทำ ผมคิดว่ารอให้เขาดีกว่านี้อีกนิดนึงก่อน ถ้าวันนั้นเขาออกจากโรงพยาบาล ถึงไม่มีงานแต่ง ผมก็พาเขาไปจดทะเบียน นั่งวิลแชร์ไป เพราะผมคิดว่าการออกจากโรงพยาบาลครั้งนี้การดูแลมันต้องยิ่งใหญ่มาก เพราะดูจากสภาพแล้ว เขาเดินไม่ได้แล้ว ขะไปไหนก็ต้องวิลแชร์แน่ๆ ตัวเองก็คิดไว้เหมือนกันหรือว่ามันเป็นเวลาสุดท้ายแล้ว แต่ยังไม่ทันได้บอกอะไรเขา ถ้าน้องดูอยู่พี่อยากบอกอะไรน้อง? ปู : น้องคงรับรู้ในหลายๆ เรื่อง ตั้งแต่วันที่เขาไป ไม่มีสักวันที่ผมไม่คิดถึง หลายสิ่ง หลายอย่างที่ไม่ได้พูด มันเหมือนเป็นไดอารี่ของผม ผมได้จดไดอารี่เหล่านั้นไว้ในเฟซบุ๊กบ้าง ในไอจีบ้าง เพราะผมเคยคิดว่าในตอนที่เราอยู่ด้วยกันบางทีเขาถ่ายรูปคู่ เราก็แบบ...ถ่ายไปทำไม บันทึกนู้น บันทึกนี่ บันทึกไว้ทำไม แต่วันนี้ผมนั่งไล่ดูไอจีของเขา เฟซบุ๊กของเขาที่มีรูปผมอยู่ ผมเองผมไม่ค่อยมีรูปเขาเลย มันน่าเสียใจมากๆ ในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน เราไม่ได้ทำอะไรที่มันบันทึกความทรงจำดีๆ เอาไว้ ในทุกๆ ความทรงจำที่หนูบันทึกไว้ในโทรศัพท์หรือบันทึกไว้ในทุกๆ ขั้นตอน ตอนนี้มันอยู่ในนี้หมดแล้ว มันอยู่ในตัวพี่หมดแล้ว มันคงจะยากที่ตะลืมเลือน แล้วอาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็อาจจะเป็นได้ ณ วันนี้หนูอยู่ตรงที่ไหนก็แล้วแต่ อยากบอกว่าพี่ยังรักและคิดถึง หลายๆ คนแม้กระทั่งเพื่อนฝูง ครอบครัวของเราก็คิดถึงหนูตลอดเวลาเช่นกัน เพลงเหลียวหลัง เพลงนี้น้องนุ๊กซี่ช่วยแต่งใช่ไหม? ปู : ต้องบอกว่ากำลังจะทำเพลงใหม่ของแบล็คเฮด ก็มานั่งฟังว่าเพลงช้าของแบล็คเฮดมีเนื้อหาแบบไหนกันบ้าง ความรักที่แฮปปี้ก็มีแล้ว ความรักที่ขาดเธอไม่ได้ ก็มีแล้ว ก็เลยมานั่งคุยกันว่ายังเหลือความรักแบบไหนอีก ก็เลยเป็นเพลงนี้ถ้าจะไปก็ไปเลย ไม่ต้องมามีเยื้อใย นุ๊กก็เลยคิดคอนเซ็ปต์เพลงนี้ออกมา เสร็จแล้วมานั่งเขียนด้วยกันในท่อนฮุกครับแล้วส่งต่อไปให้น้องอีกคนช่วยขยายความอีกนิดนึง ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama คลิปสัมภาษณ์ ปู แบล็คเฮด https://youtu.be/WTsS2VTGAXM ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ

บุญโทน ควงลูกสาว ลาดา อาร์สยาม เล่าเรื่องครอบครัว ครั้งหนึ่งเคยน้อยใจลูก-ภรรยา หนักมาก ทำบ้านเกือบแตก?

บุญโทน คนหนุ่ม ที่วันนี้ควงลูกสาว ลาดา อาร์สยาม มาเปิดโมเมนต์พ่อ ลูก สุดน่ารัก ที่บอกเลยว่าลูกคนนี้ยิ่งกว่าไข่ในหิน พร้อมเล่าวินาทีเกือบบ้านแตก เพราะน้อยใจลูกสาว แถมน้องลาดายังบอกว่าเคยเครียดถึงขั้นเข้าพบจิตแพทย์มาแล้วด้วย โดยทั้งคู่ได้มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง วัน 31 ที่มีหนิง ปณิตา และชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ บ้านนี้พ่อ ลูกสนิทกันมาก เรียกว่าตัวติดกันตั้งแต่เด็กๆ เลย? บุญโทน : ใช่ครับ ลาดา : สนิทกันมากค่ะ ไม่ยอมให้ใครอุ้มเลย เมื่อก่อน ปาป๊ากับคุณแม่จะทำงานด้วยกันตลอด ไม่มีเวลาอยู่กับน้องก็เลยเอาลาดาไปทำงานด้วยตั้งแต่ 6 ขวบ คือขึ้นคอนเสิร์ตกับปาป๊าตั้งแต่ 6 ขวบ ก็ตัวติดกันตลอด สนิทกันขนาดนี้ แต่ก็เคยงอนกันบ้านเกือบแตก? ลาดา : มันมีช่วงที่ลาดาเข้ามาเป็นศิลปินฝึกหัดที่อาร์เอส แล้วมีช่วงที่เป็นศิลปินเต็มตัวด้วย มันก็มีช่วงที่ฝึกหนักมาตลอด แล้วอยู่กับคุณแม่ 2 คน ปาป๊าเขารู้สึก เขาอยู่คนเดียว บุญโทน : ธรรมดาเราเคยสำคัญในบ้าน ไปไหนก็ต้องเรา แล้วลูกเป็นผู้ติดตาม แล้วนี่กลายเป็นเราเป็นผู้ติดตาม เราก็ลืมนึกไป เรารู้สึกว่าคิดมากไปหน่อยว่าคนนี้เป็นลูกเรา  ตอนนั้นงอนลูก หรืองอนเมียมากกว่ากัน? บุญโทน : งอนแม่เขานั้นแหละ เด็กไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก ลูกเราก็งอน แต่น้อยกว่าแม่ รู้สึกว่าแม่จะใส่ใจลูกเหลือเกิน ยังไม่ทันตาย ทิ้งเราไปได้ยังไง ลาดา : ลูกก็ไปถ่ายละคร ป๊าก็อยู่คนเดียว คุณแม่ก็ไปกับน้อง แล้วบางงานที่ชนกันปาป๊าก็ต้องไปคนเดียว แม่ไปกับน้อง ป๊าต้องทำงานคนเดียว บุญโทน : แต่เราไม่ว่าเรื่องไปกับลูก เพราะลูกยังเด็ก แต่ก็เอ๊ะ..เขาเคยไปกับเรา ผมไม่ชิน ไปคนเดียว ไปกับลูกน้องมือกอง ผมรู้สึกว่าเรารู้สึกไม่สำคัญหรือยังไง คุณพ่อติดเมียไหม? บุญโทน : ติดเมียไม่ติดนะ แต่เวลางาน ต้องมีเมียนะ เวลางานเขาเก่งนะ เสื้อผ้า หน้าผม วิ่งชนเจ้าภาพทุกอย่าง แล้วพอเราไปคนเดียวอะไรเดี๋ยวก็ไปเซ็นรับเงินเอง เราต้องทำเองทุกอย่าง แล้วหลังเวทีก็ต้องดูสคริปต์เจ้าภาพ 15 นาทีต้องคุยกับใคร ต้องมานั่งฟังแล้วคิด รู้สึกมันหนัก ต้องขับรถกลับบ้านเองอีก ลาดา : คือป๊ากับแม่อยู่ด้วยกัน เขาไม่เคยมีความคิดตรงกันเลย แต่เขาขาดกันไม่ได้ เขาเถียงกันตลอดเวลา แต่เขาก็ต้องอยู่ด้วยกัน อันนี้เป็นเรื่องที่แปลก พอมีปัญหาแบบนี้ มีวันนึงพ่อพูด? ลาดา : คือน้องทำงาน เพิ่งซ้อมคอนเสิร์ตเสร็จ ป๊าไปรับ คุณแม่นั่งอยู่ท้ายรถ แล้วป๊าไปนั่งดื่มรอเราซ้อม ป๊าก็พูดนั่นพูดนี่ เรารู้สึกว่าเราทำงานมาเหนื่อยแล้ว ทำไมป๊าต้องพูดอะไรให้เราเครียดอีก เพราะวันรุ่งขึ้นเราต้องไปถ่ายรายการ เขาพูดอะไร? ลาดา : นี่นะ ป๊าไม่ชอบเลยนะ ที่นกกับลูกอยู่ด้วยกัน 2 คน นี่ก็นั่งน้ำตาไหลอยู่หน้ารถ ตอนนั้นไม่เข้าใจ ป๊าเมาหรือเปล่าทำไมมาพูดอย่างนี้ ก็ทะเลาะกันเลย โวยวายทั้งคู่ นี่ก็คิดว่าป๊าเมา แล้วป๊าก็พูด บุญโทน : คือเก็บมานาน ลาดา : จนคุณแม่เป็นคนที่แบบลูก คุณแม่ว่าปาป๊าเขาน้อยใจ อย่าไปโกรธป๊าเลย อาจจะผิดจังหวะไปนิดนึง ตรงที่ลูกเหนื่อยพอดี มานั่งคิดเออ...เขาน้อยใจจริงๆ เพราะเขาเคยมีเราไปไหนมาไหนด้วยตลอด วันนั้นใครง้อใคร? ลาดา : บ้านนี้จะไม่ค่อยแบบป๊าลูก ขอโทษนะ ลูกป๊าขอโทษนะ จะไม่ค่อย ก็อาจจะเฟดแยกกันคนละมุมแป๊บนึง แล้วก็ป๊ากินอะไรไหม วันนั้นน้อยใจอย่างเดียว หรือเปอร์เซ็นต์เมามันเยอะกว่า? บุญโทน : กินย้อมใจไง ไม่งั้น ไม่กล้าพูด แต่พอพูดแล้ว ผมก็ทิ้งไว้ตรงนั้น มันโล่งมาก ไม่พูดแล้วอึดอัด ลาดา : ตื่นขึ้นมาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเรื่องอะไรที่หนักมากจนน้องต้องไปพบจิตแพทย์ ไปกดดันอะไรน้อง? บุญโทน : สุภาษิตไทย มันมีต้นสายกับปลายเหตุ ผมปลายเหตุตลอด ลาดา : ปาป๊าเขาจะเป็นด่านสุดท้ายที่รู้เรื่องของลาดา คุณแม่จะรู้เรื่องคนแรก เพราะเราอยู่ด้วยกันตลอด ตอนนั้นบวกกับลาดาเรียนเครียดด้วย  แล้วเรื่องการทำงานด้วย แล้วบวกกับเราไม่ได้มีเวลาไปรีเลกของตัวเอง ไม่ได้มีเวลาไปเที่ยว ไปดูหนังกับเพื่อน จนมาวันนึงเราไปนั่งทำแบบประเมิน เริ่มรู้สึกว่าเราไม่น่าปกติแล้ว เราเครียดเกินไป นั่งนับคะแนนตัวเองแล้วนั่งขำ เข้าข่ายหลายข้อควาพบจิตแพทย์ วันนั้นเราไปกับใคร? ลาดา : คือปาป๊า กับมาม๊า ไม่ได้อยู่ในวัยที่แบบอยู่ดีๆ ลูกไปพบจิตแพทย์ ลูกเป็นบ้าหรือเปล่า แต่เราจะบอกคุณแม่ก่อนว่าลูกไม่ได้เป็นบ้านะ แต่ลูกแค่รู้สึกว่าถ้าลูกเป็นไข้ลูกก็ต้องหาหมอ อันนี้ลูกรู้สึกว่าลูกป่วย คุณแม่ไปหาหมอเป็นเพื่อนลูกหน่อย บุญโทน : ผมรู้ดีว่าโรคซึมเศร้ามันมีอาการเป็นยังไงของคนทั่วไป แต่ไม่นึกว่าจะเกิดกับลูกเรา เราเป็นคนพูดเสียงดังเวลาอยู่ในบ้าน นี่เขานอนอยู่จะพูดเสียงดังทำไม ลูกกำลังหลับอยู่ เป็นโรคซึมเศร้าเดี๋ยวก็เครียด  ลาดา : คุณแม่ใช้คำว่า ลูกเขาป่วยอยู่ บุญโทน : ทำไมเธอไม่บอกฉัน เรื่องแบบนี้ฉันรู้ทีหลังทุกทีเลย เราจะได้ช่วยปรึกษา พอเรารู้ เราไม่พูดว่าสู้ๆ  เราจะบอกว่าลูกเก่งอยู่แล้ว มีอะไรปรึกษาป๊า ป๊าอยู่ข้างลูกตลอดเลย ลูกต้องชนะ เห็นว่าตอนแรกที่จะไปพบแพทย์พ่อก็ไม่เห็นด้วย? ลาดา : เขาไม่เข้าใจมากกว่าว่าลูกเป็นอะไร ตอนนั้นพี่คิดว่าน้องเป็นบ้าเลยเหรอ? บุญโทน : ธรรมดาเขาเป็นคนร่าเริงไง บางทีเดี๋ยวร่าเริง เดี๋ยวเศร้า ลาดา : แล้วโลกส่วนตัวสูง ป๊าก็นึกว่าปกติ บุญโทน : บางครั้งเขาอยู่คนเดียว บางครั้งเราก็ไม่กล้า ลูกเป็นผู้หญิง นกไปดูสิ เขาก็รู้กันสองคนว่าเป็นยังไงแล้วก็ไม่บอก ลาดา : คุณแม่เขากลัวป๊าเครียด กลัวป๊าเป็นห่วง เพราะเวลาเขาเป็นห่วงเขาจะคิดเยอะ แล้วคุณหมอให้คำแนะนำว่ายังไงบ้าง? ลาดา : คุณหมอบอกคุณอยู่ในข่ายที่เริ่มเป็นโรคซึมเศร้าแล้ว จ่ายยามา เป็นยานอนหลับ เพราะตอนนั้นนอนไม่ได้เลยแล้วต้องไปเรียนด้วยททำงานด้วย ร่างกายมันไม่ไหว แล้วเป็นยาปรับเคมีในสมอง คือยามันก็แล้วแต่ผู้ป่วยแต่ละคนด้วย สำหรับลาดาเอง ลาดาสู้กับยาเคมีในสมอง ไม่ไหว เราไม่มีแรงเลย กินข้าวยังไม่ไหว ไม่มีแรงยกช้อนมากินข้าวแล้วก็ไปสอบไม่รู้เรื่องเลย ก็เลยบอกคุณหมอว่าโอเคงั้นขอลดยาลงเรื่อยๆ แล้วขอสู้ด้วยตัวเองแล้วกัน ปัจจุบันดีขึ้นมากๆ แล้วรู้จักวิธีที่จะรักตัวเอง ทุกวันนี้ลึกๆ ยังมีความน้อยใจภรรยาและลูกอยู่ไหม? บุญโทน : ก็เหมือนผมเป็นอากาศไง ลูกเขาไม่คิดอย่างนั้น  ลาดา : เรื่องนี้เพิ่งเคลียร์ใจกันไปไม่นาน ล่าสุดปาป๊าพูดว่าต่อไปนี้มีเรื่องอะไรให้บอกป๊าด้วย บุญโทน : เขาไม่อยากให้เราเครียด แต่มีอะไรไม่ปรึกษาผม แล้วผลสุดท้ายก็ขาดผมไม่ได้อยู่ดี แบบนี้เรียกว่าคนแก่ขี้ใจน้อยได้ไหม? บุญโทน : เรียกคนแก่ขี้ใจน้อยก็ได้ เมื่อก่อนไม่แก่เราสำคัญไง ลาดา : นั่นแหละ เขาเรียกน้อยใจ บุญโทน : อย่าไปใช้คำนั้น เดี๋ยวเสียฟอร์ม ตอนนั้นเราหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำเลยนะ แต่ตอนหลังงานไม่มี ลูกงานเยอะ เราก็ไม่ได้ว่า แต่เราสงสารลูก ลูกทำงานหนัก แต่เผอิญมีโควิดทั้งพ่อ ลูกไม่มีงาน ทีนี้เริ่มมาอยู่กัน 3 คน เริ่มเข้าใจกัน คุณพ่อรักลูกสาวมากยิ่งกว่าไข่ในหิน ไม่เคยตี แต่เวลาดุทีเรียกอบรม 3 ชั่วโมง? บุญโทน : ผมไม่เคยตีลูกเลย ถ้าลูกดื้อ ลูกรั้น ลูกไม่เชื่อถือ ลูกออกนอกลู่ นอกทาง ลูกสาวมานี่ แล้วห้ามใครมายุ่ง ปู่ย่า ตา ยาย ทั้งป้า ทั้งแม่ ผมกับลูก 2 คน ผมพูดเลย เหมือนโค้ชฟุตบอลเหมือนสอน 3 ชั่วโมงพูดอะไรก็ได้ที่ไม่ให้ลูกทำ สังเกตสิคนตลกๆ เวลาโกรธแทบจะกัดลิ้นตัวเองเลยนะ ลาดา : ตอนนั้นลาดาเด็กด้วย ประมาณ 5-6 ขวบ ญาติๆ มาบ้าน เราก็เล่นอยู่ ไม่ได้หันไปสวัสดีญาติ เขารู้สึกว่าทำไมลูกเขาไม่มีมารยาท ทำไมไม่ไปสวัสดีญาติก่อน บุญโทน : ผมพูดดีๆ นะ ไม่ใช่พูดไม่ดีกับลูก ลูกสาวมานี่ สวัสดีคุณยายหรือยัง เราเป็นเด็ก เราต้องมีมารยาท เราจะเล่นหรืออะไร เวลาผู้ใหญ่มาเราต้องทำความเคารพ พ่อ แม่ไหว้ใคร เราไหว้ตามเลย ไม่ต้องให้พ่อ แม่บอก แล้วเริ่มร้องไห้ ร้องให้พอ ประมาณ 15 นาทีก็คุยกันต่อเรื่องที่เขาเคยดื้อ เคยซน พอพูดไป พูดมา เขาก็จะบอกว่าลูกขอโทษ ลูกจะไม่ทำแล้ว ก็เท่านั้นแหละ ป๊าสอนลูก ลูกก็จำไว้นะ ลาดา : ตั้งแต่วันนั้นเราจำมาจนถึงทุกวันนี้แล้วทำให้เรากลายเป็นคนมีเหตุผลมากๆ เพราะเขาไม่ใช้การตี เขาใช้การอธิบายให้เราฟัง คุณพ่อไปเจอไดอารี่อะไร? บุญโทน : ร้องไห้ ลาดา : จะมีช่วงนึงน้องเรียน ประมาณประถมนี่แหละ เราไม่ได้คิดอะไร เราไปซื้อสมุดมาเขียนไดอารี่ทุกวัน แล้วมีช่วงนึงเวลาเราตื่นเช้า ปาป๊าเพิ่งเดินเข้าบ้าน เรากำลังจะไปเรียน ปาป๊าเพิ่งกลับมา พอเรากลับจากโรงเรียน ปาป๊ากำลังแต่งตัวจะออกจากบ้าน แล้วเราไปเขียนด้วยความไม่คิดอะไรว่าป๊าเขาจะมาเห็น เราก็เขียนว่าไม่อยากให้ป๊าออกไปเที่ยวเลย แล้วเขียนชื่อเพื่อนป๊าว่าคนนี้มารอหน้าบ้านอีกแล้ว เตรียมจะออกไปนอกบ้านอีกแล้ว ไม่ได้เจอหน้าป๊าเลยแล้วน้องก็ลืม ไดอารี่ก็ทิ้งไป จนโตมาเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วเขาเก็บบ้าน แล้วเขาเจอไดอารี่ แล้วเขาไม่กล้ามาพูดกับน้องว่าเขาร้องไห้ เขาไปเล่าให้คุณแม่ฟังว่าไปเจอไดอารี่ลูก ลูกเขียนแบบนี้ๆ แล้วเขาก็ไปร้องไห้กับคุณแม่ว่าเขาเสียใจ บุญโทน : ผมอ่านเสร็จผมนั่งร้องไห้ตรงโต๊ะทำงาน แล้วผมก็พูดกับตัวเองว่าต่อไปนี้ป๊าจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว ผมรู้สึกผิด เราไม่ได้แคร์ความรู้สึกของลูกเราเลยเหรอเนี่ย เรานึกว่าเด็กตัวขนาดนั้นคิดไม่เป็นหรอก ทำไมตอนนั้นลาดาไม่พูดกับป๊าไปตรงๆ? ลาดา : คือแม่บอกว่าป๊าไปพักผ่อน ไม่ได้ไปเที่ยวเละเทะ แต่คือเวลาเขานั่งดื่มแล้วยาว เราก็เลยรู้สึกว่าโอเค เราไปทำหน้าที่ของเราให้ดี เราก็ไปเรียน คุณพ่อทำงานมาเหนื่อยแล้ว ทำไมถึงเซ้นซิทีฟเรื่องลูกสาวขนาดนี้? บุญโทน : ผมมีลูกคนเดียว เราตั้งใจเลี้ยงให้เขาเป็นอย่างที่เราต้องการ แต่ว่าพอโตขึ้นมาไม่ใช่พ่อ แม่ รังแกฉัน ลูกอยากทำอะไรก็ไป ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ตุณพ่อจะให้เวลากับลูกมากกว่านี้ไหม? บุญโทน : ผมจะไม่ทำตัวอย่างนั้นเลย แล้วเงินผมจะเหลือมากกว่านี้อีกเยอะเลย ผมไปกินเหล้า ใจร้อน มึงเข้าห้องน้ำกูจ่ายแล้ว ใจร้อน ชอบจ่ายตังค์ก่อน คือชอบเลี้ยงเพื่อน เพื่อนรักผมหมด แล้วพอมานั่งนึก เราจ่ายทำไม เดี๋ยวนี้เงินร้อยนีงก็มีค่า เมื่อก่อนเราใช้เงินไม่ไดคิเลย มันหาเงินง่าย ได้มานกเก็บไว้บ้าง สวยขนาดนี้โดนทำของใส่? ลาดา : อันนี้เป็นเรื่องแล้วแต่วิจารณญาณนะของแต่ละคนแล้วกัน เรารู้สึกว่าโดนผึอำ เราเด็กรุ่นใหม่ เสิร์ชก่อนคนโดนผีอำมันอาการประมาณไหน ที่เราเป็นอยู่มันเรียกว่าผีอำหรือเปล่า ก็คิดว่าร่างกายเพลีย แต่หลังๆ เริ่มไม่ใช่ เราเริ่มเห็นมีเด็ก แต่ละคืนเขาจะสลับกันมาเลย มีเด็กวิ่งรอบเตียง บางคืนเป็นผู้ชายกระโดดขึ้นมาค่อมบนตัวเรา ตัวใหญ่ๆบางคืนก็เป็นเสียงผู้หญิงกรี๊ดข้างหู คือถ้าตามทางวิทย์ เราน่าจะร่างกายอ่อนเพลีย แต่ที่เห็นไม่ใช่ละ ก็เลยปรึกษาคุณแม่ คุณแม่เขาสายมูอยู่แล้ว ก็บอกแม่ว่าไม่ปกติ น่าจะแปลกๆ แล้ว คุณแม่บอกโอเค งั้นเราไปทางอีสานเขาจะเรียกหมอธรรม ก็เป็นคุณปู่มานั่งสวดให้เรา พอสวดเสร็จคุณปู่ก็บอกว่าเราโดนของ มีคนเขียนชื่อเราแล้วเอาหินไปทับเอาไว้ เราก็ไปทำบุญ แก้ไข หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยโดนผีอำ แล้วมีโอกาสดูดวง หมอดูก็ทักว่าลาดาเคยโดนของเหรอ เราก็บอกใช่ค่ะ ทำไมเหรอคะ เขาบอกเป็นคนที่ลาดารู้จักด้วยนะคนที่ทำอะ ซึ่งตอนนี้เราก็ยังไม่รู้เลยว่าใครทำ เราอาจจะลมเพ ลมพัดก็ได้ เราไม่อยากไปพูดว่าคนนี้ทำเรา เดี๋ยวมันจะเป็นกรรมติดกัน เราก็โอเคถ้าไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร บุญโทน : เราไม่รู้นะเนี่ย ปลายเหตุอีกแล้ว ตอนนี้ทุกอย่างปกติดีแล้วใช่ไหม? ลาดา : ปกติค่ะ แล้วบวกกับลาดาก็ทำบุญ ทำทานมากขึ้นด้วยก็สบายใจกับตัวเอง แต่ถ้าบางวันมีอาการผีอำก็ต้องเช็กตัวเองว่าฉันเห็นผีหรือเปล่า หรือว่าฉันแค่เพลียเฉยๆ อนุญาตให้ลูกมีแฟนได้หรือไม่ได้? บุญโทน : ได้ ไฟเขียวแล้ว ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama https://youtu.be/djyb9TAzWZQ คลิปสัมภาษณ์ บุญโทน - ลาดา อาร์สยาม  https://youtu.be/djyb9TAzWZQ ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ

เปิดใจ นุ่น สินิทรา หลังออกจากวงการ 8 ปี พร้อมเคลียร์ข่าวเม้าท์ไม่ถูกกับน้องสาว พลอย เฌอมาลย์ จริงไหม?

อดีตนางเอกแถวหน้ายุค 90 อย่าง นุ่น สินิทรา ที่วันนั้นจะมาเผยชีวิตหลังออกจากวงการบันเทิง 8 ปี เพราะป่วยเป็นเนื้องอก พร้อมเผยความสัมพันธ์พี่ น้องกับพลอย เฌอมาลย์ ที่ไม่เคยเปิดที่ไหน ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่องวัน31 ที่มีพีเค ปิยะวัฒน์ และ เป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ นุ่นหายไปไหนมา? นุ่น : นุ่นออกจากวงการตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว ฉันหมดแพชชั่นกับมันแล้ว บทละครก็มีที่เขามาเสนอแล้วเราชอบ แต่เราไม่ชอบการทำงานที่เราไม่สามารถควบคุมเวลาตัวเองได้ จริงไหมที่ตอนออกจากวงการ ครอบครัวบอกไม่ได้ อยู่ก่อน? นุ่น : ใช่ ทุกคนเห็นว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ทำให้เราเกิดมา เป็นอาชีพที่สร้างครอบครัว สร้างฐานะให้ทุกอย่างกับเราแล้วเขาคิดแบบเซฟโซน แต่นุ่นคิดแบบลุย เขามีเหตุผลของเขา คุณอยู่ตรงนี้ต่อไปสิ ทำต่อไป แต่เราหมดความตั้งใจหมดความอยากไฝ่รู้ เรียนรู้ที่จะพัฒนาตรงนี้ละ แต่มันเป็นเซฟโซนที่ไม่ได้การันตีว่ามันจะตลอดไป เพราะว่าเราไม่ได้ควบคุมมัน เราถูกคนอื่นควบคุม หนึ่งเหตุผลคือตอนนั้นป่วยด้วย? นุ่น : ตอนนั้นเป็นเนื้องอกในมดลูกครั้งแรก ไปตรวจมาแล้วกลัวจนออกจากวงการเลยเหรอ? นุ่น : ไม่ใช่ เราสุขภาพไม่ดีใช่ไหม แล้วเราเป็นเนื้องอกมาก่อนแล้วรอบนึง ทีนี้เนื้องอกมาตอน 30 ตอนนั้นเราใช้ชีวิตปกติ กิน ดื่ม เที่ยว ของโปรดของเราคืออาหารแปรรูป ไส้กรอก มันกินง่าย เสร็จแล้วทีนี้คุณหมอตรวจเจอครั้งแรก 7 มิล คุณหมอบอกว่าจะเอายังไงดี จะผ่าก็ได้นะ คุณหมอบอกว่า อีก 3 เดือนมาเจอกัน เราแบบอุ้ย...ผ่าตัดจะต้องดูแลตัวเอง มีการพักฟื้น ก็กินใหญ่เลย ตอนนั้นก็ทานไส้กรอก แปรรูปทุกชนิด ไม่ได้ดูแลตัวเอง คิดว่าอาหารก็คืออาหาร เสร็จปุ๊บ3เดือนจะไปผ่า หมอบอกไปทำอะไรมาทำไมมันใหญ่ขึ้น จาก 7 มิล ขึ้นไปเป็น 1.5 เซน พอผ่าเป็นยังไง? นุ่น : ผ่าเสร็จหมอเอามาให้ดูเลย เราก็แบบต่อไปนี้ฉันจะแข็งแรงแล้ว ต่อไปนี้ฉันจะหาย สุขภาพดีไม่มีอะไรเกิดขึ้นปฎิบัติตัวเหมือนเดิม กินเหมือนเดิม หมอก็เรียกฟอลโลว์อัพ ปีที่3 มา 2 ลูก คือเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรับประทานเลย ไม่เคยสนใจอาหารว่ามันทำอะไรกับร่างกายเรา ไม่เข้าใจ รู้แต่ว่าอาหารที่มีอยู่เราสามารถรับประทานได้ทุกอย่าง ไซน์เท่าไหร่? นุ่น : อย่างละ 2 เซนกว่า กลัวตายไหม? นุ่น : ตอนนั้นเนื้องอกศึกษามาแล้ว มันไม่ทำให้ตาย แต่ถ้ามันเปลี่ยนเป็นเนื้อร้ายเมื่อไหร่อันตราย คุณหมอก็ให้ฟอลโลว์อัพทุกปี แล้ว 2 เซน 2 ลูกเราไม่ผ่า? นุ่น : ไม่ผ่า เก็บไว้ดูเล่น อันนี้มันยังเป็นเคสที่ไม่หนัก เคสที่หนักคือตอนที่เป็นซีสต์ถุงน้ำในรังไข่ เมื่อ 3 ปีก่อน ที่เราคิดว่าจะเป็นมะเร็ง อันนั้นฟูมฟาย คือตรวจพบเพราะว่าประจำเดือนไม่มา ตอนนั้นก็ไม่ได้ดูแลตัวเอง แต่เริ่มออกกำลังกายเริ่มกินอาหาร ทำคีโตละ แต่ทำไมประจำเดือนไม่มา 1 เดือน 2 เดือน ชักไม่ดี พอเดือนที่3 ไม่ใช่ละ ก็ถามเพื่อนในวัยเดียวกัน เพื่อนบอกว่ามึงอาจจะเป็นวัยทองก่อนวัยอันควร เพื่อนบอกมีทางเดียวที่รู้ คือ ตรวจ ก็ไปหาคุณหมอ ไปตรวจเสร็จคุณหมอพบถุงน้ำ 2 ข้าง เป็นซีสต์ที่รังไข่ คนอื่นเขาเป็นข้างเดียว นี่มา 2 ข้างเลย ทำไงคะ ฉีดยา ไม่ต้องกังวลเดี๋ยวอีก 7 วันประจำเดือนก็มา ฉีดปุ๊บวันแรกเจอเอฟเฟกต์ แขน ขา มืออ่อนแรง แพ้ยา กลับไปรอ 7 วันจะมีประจำเดือนใช่ไหม ก็ยังทำงานปกติ แต่มันไม่มา คราวนี้ปรึกษาแม่เพื่อน กับเพื่อน ก็ถามเขาเหมือนทฤษฎีเขาเยอะ เรื่องสุขภาพ เขาก็บอกทำอย่างนี้สิ ไม่กินอาหารเลย กินแต่น้ำเปล่า กี่วัน? นุ่น : ตอนนั้นทำ 5 วัน ดื่มน้ำเปล่าๆ ผสมเกลือนิดหน่อย เพื่อให้มันมีเกลือแร่อยู่ แต่ละวันกินน้ำ 5-6 ลิตร เราทำไป 5 วัน วันที่3 ประจำเดือนมา จาก 4 เดือนที่ประจำเดือนไม่มา ฉีดยาก็แล้ว สมัยก่อนเคยเชื่อไหมว่าการเปลี่ยนอาหารมันจะช่วยเราได้? นุ่น : ใช่ อาหารคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต หลังจากนั้นมีวิธีดูแลตัวเองยังไง? นุ่น : ศึกษาละเอียดเลยว่าอาหารแต่ละชนิดทำปฏิกิริยาอะไรกับร่างกายเราบ้าง น้ำตาลเป็นส่วนสำคัญที่สุดในระบบที่เรากินอยู่ทำให้ร่างกายเราเหนื่อย อ่อนเพลีย หรือสดชื่น จริงๆ วันนึงคนเราบริโภคน้ำตาลได้ไม่เกิน 3 ช้อนชา ถ้าคุณทานผลไม้ทุกชนิด เกิน 1 ลูกต่อวัน น้ำตาลก็สูงแล้ว ที่เราศึกษาเรื่องอาหารทั้งหมดเพราะเรากลัวตาย? นุ่น : ไม่ได้กลัวตาย แต่กลัวว่าแก่แล้วจะใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก พอเรากินถูกที่ ถูกทาง ซีสต์มันฟ่อลง เพราะนี่คือการควบคุมจากการบริโภค โจทย์ทุกวันนี้คือ กินให้พอเหมาะ พอดี คือร่างกายเราปลอดโรค เพราะเรารู้หลักไม่ให้เกิดโรค แล้วทำยังไงให้มันเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับร่างกายเรา ตอนช่วงไม่สบาย น้องสาวมาดูแลไหม? นุ่น : ตอนป่วยครั้งแรก พอออกมาปุ๊บก็พาไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือเลย คุณนุ่น คุณพลอย เป็นพี่น้องที่สนิทกันไหม? นุ่น : เรามีความเกรงใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน เรื่องส่วนตัวบางเรื่องเราไม่ได้ยุ่ง หรือว่ามาวิพากษ์วิจารณ์ เราไม่ได้อยู่ด้วยกันตอนเด็ก ต่างคน ต่างแยกกันอยู่? นุ่น : สภาวะครอบครัวเราคือหลานย่าคนนึง หลานยายคนนึง แต่ว่ามันอยู่ที่ความชอบของเด็กด้วย ผู้ปกครองก็ถามก่อนว่าชอบอยู่กับใคร เราชอบอยู่กับย่า ย่าอยู่สัตหีบ ค่ายทหาร บ้านอยู่ริมทะเลเลย เราชอบแบบนั้น ส่วนพลอยเขาอยู่กับยาย อยู่เสนานิเวศน์  พลอยก็เป็น กทม. เราก็เด็ก ตจว. ลูทีนก็ไม่เหมือนกัน เราชอบขุดหอยเสียบ ไปทำนู้น ทำนี่ย่าไปทำสวน เราก็ตามไป เราชอบปลูกต้นไม้ เราชอบอะไรที่เป็นธรรมชาติ ส่วนน้องนี่ชอบแต่งหน้า แต่งตัว เด็กในเมือง เวลาพี่กับน้องมีปัญหาชีวิตโทรปรึกษากันไหม หรือปรึกษาแต่ผู้ใหญ่? นุ่น : ช่วงที่เราทำงาน เราจะไม่ได้เจอน้องเลย เพราะว่าเราทำงานตั้งแต่ 15 ถ่ายละคร 6 วัน 2 เรื่อง แล้วอีกวันที่เหลือคือไปเดินแบบ ถ่ายแบบ เวลาของเราจะต่างกันเลย นุ่นจะไม่มีช่วงที่ได้เจอน้อง เหมือนพอเรากลับบ้านจะไปนอน น้องก็ตื่นไปโรงเรียน พอช่วงที่เราไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ออกไปเรียนคือไม่ทำงานเลย แล้วออกไปอยู่หอกับเพื่อน เพราะอยากใช้ชีวิตในช่วงที่เราขาดหายไป เวลาที่มีคนบอกว่าพลอยดังกว่า ได้ยินแบบนี้ขึ้นไหม? นุ่น : ดีใจมาก ดังกว่าก็ทำงานหนักกว่า คิดว่าดังแล้วเงินจะลอยมาเฉยๆ เหรอ คุณต้องทนกับความเครียด ความคาดหวัง คำวิจารณ์ มันไม่ได้หมายความว่าชีวิตคุณจะมีความสุขและสงบสุขนะ แสดงว่านุ่นคิดว่าชีวิตนุ่นดีกว่า? นุ่น : นุ่นพึงพอใจ อย่าพูดว่าดีกว่า มันไม่มีสูตรสำเร็จในการเปรียบเทียบคนนึงกับอีกคนนึง เพราะฉะนั้นเวลาที่เราบอกว่าดีกว่าไหมมันอยู่ที่ความพอใจของเรา แต่ก็มีคนเม้าท์ว่าคู่พี่น้องคู่นี้ไลฟ์สไตล์ต่างกัน และที่สำคัญเขาไม่ถูกกัน? นุ่น : ใช่ไม่ถูกกัน ไม่ถูกกันมากเลยเรื่องแต่งหน้า คือนุ่นไม่ชอบแต่วหน้า แต่งหน้าไม่เป็น อยู่วงการมากี่ปีไม่อยากเรียนรู้เรื่องนี้ แล้วไม่ชอบด้วย แล้วน้องจะวิพากษ์วิจารณ์ตลอดเวลาว่าทำไม เป็นผู้หญิงต้องแต่งหน้า ออกไปก็ต้องแต่งหน้าแต่งตัวให้มันสวยๆ แต่เราคิดว่ามีเวลาไปทำอย่างอื่นตั้งเยอะแยะ ไม่ต้องแต่งหน้า อย่างพลอยเวลาเขาเจอข่าวหนักๆ เราโทรไปหาเขาไหม หรือเขาติดต่อมาหาเราไหม? นุ่น : ไม่เราดูอาการเขาก่อน คือแน่นอนแหละพี่น้องกัน ถ้าวันที่คุณเดินไปลงเหว แล้วเห็นว่าเขาเดินลงเหว เราก็ต้องดึงเขา ในชีวิตมันต้องเจอทั้งหลุม บ่อ เจอทุกอย่างที่มันจะต้องเจ็บปวด หรืออะไร มันคือรสชาติของชีวิต เราต้องปล่อยเพราะว่า 1.มาตรฐานของชีวิตคน คุณไม่สามารถไปจัดการ แม้กระทั่งลูก คุณไม่สามารถบอกว่าอันนี้ฉันคิดถูก เธอผิดมันเป็นไปไม่ได้ ระบบชีวิตของแต่ละคนไม่สามารถเอามาตั้งเป็นมาตรฐานและวิจารณ์คนอีกคนนึงได้ เวลามันจะเป็นส่วนช่วยในการตอบโจทย์ เพราะว่าการคบกัน เราไม่ได้ไปอยู่ติดกับเขา เราจะไปเห็นทุกอิริยบท แล้วบางทีเราจะเลือกคบใครสักคนมันต้องเจ้าตัว ไม่ใช่คนข้างบ้านมาบอก เราตัดสินว่าเราเป็นคนข้างบ้านนะ เพราะเราไม่ได้อยู่ในบ้านที่จะไปมองเห็นทุกซอก ทุกมุมของเขา เพราะฉะนั้นเราไม่มีสิทธิ์ไปบอกเขาว่า อันนี้ไม่ได้ อันนี้ไม่ดี มันตัดสินไม่ได้ มีช่วงไหนที่คุณพลอยโทรมาปรึกษาไหม? นุ่น : เราดูอาการเขามากกว่า มีบางสิ่งที่ถ้าเกิดว่าเขานั่งเฉย หรือว่ามีช่วงที่เขานิ่งๆ แล้วเรารู้สึกว่า คือนุ่นไม่รู้เวลาที่นุ่นเห็นใคร นุ่นจะอ่านใจเขาได้ แล้วนุ่นจะพูดในสิ่งที่เป็นบวก หรือทำให้เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด คนเราเนี่ยถ้าอยู่กับการที่สังคมคาดหวัง เราก็พยายามไปอย่างนี้ จริงๆ มันไม่ใช่สูตรสำเร็จ สังคมตั้งแบบนึง แต่ชีวิตของคนมันไม่ได้ตอบโจทย์ด้วยสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นคุณไม่สามารถเอาสังคมมาเป็นบรรทัดฐานได้ เพราะชีวิตใคร ชีวิตมัน ทุกคนมีหลุม มีบ่อ มีอุปสรรค มีรสชาติ มีความผิด ถูก ในเส้นทางเดินไป แต่คุณจะกลับมาได้ไหม คุณอย่าเอามาตรวัดของใครมาทำให้คุณบิดเบี้ยว เพราะคนคนนั้นไม่ได้ยืนอยู่จุดที่คุณยืน เพราะฉะนั้นเนี่ยการตัดสินใจมันมาจากคุณ แต่มันต้องมาจากสามัญสำนึกที่ดี ล่าสุดคุณพลอยเปิดตัวแฟน คุณนุ่นรู้มาก่อนไหม? นุ่น : รู้พร้อมประชาชนนี่แหละ นุ่นคิดว่าถ้ามันเป็นความสุข ความสุขในที่นี้ของคุณคืออะไร จะบอกว่าผู้หญิงก็ได้ ผู้ชายก็ได้ไม่สนใจ? นุ่น : อยู่คนเดียวก็ได้ไง มันคืออะไร เราจะมาตัดสินแทนคนอื่น เอามาตรวัดของเรา ตราชั่งของเราไปใส่คนอื่นไม่ยุติธรรม ตอนนี้คุณพลอยแฮปปี้ไหมกับความรักของเขา? นุ่น : นุ่นว่าเขาแฮปปี้นะ แล้วตอนนี้ตัวเองโสดไหม? นุ่น : ก็มีแต่หมา ทำไมถึงปล่อยตัวเองโสด? นุ่น : เสียเวลากับผู้ชายทำไม เสียเวลาในที่นี่คือ โจทย์ของนุ่นที่นุ่นจะใช้ชีวิตป่วยก็หลายที เฉียดตายก็หลายที ในโลกแห่งความเป็นจริงถ้าคุณตั้งโกล์อะไรบางอย่างไว้ ถ้าเรื่องความรัก ถ้าคุณไปเซทว่าชาตินี้ต้องหาผัวให้ได้ ก็แปลว่าชีวิตคุณจะไม่ประสบความสำเร็จถ้าคุณไม่มีผัว แต่ว่าถ้ามายโกล์ของเราคือ ชาตินี้เราต้องประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเองแปลว่าคุณต้องยืนด้วยขาตัวเอง คุณไปยืมจมูกคนอื่นหายใจไม่ได้ หรือคุณคิดว่าผู้ชายคนนึงจะมาทำให้คุณมีความสุขเติมเต็มชีวิตไม่ได้ ไม่ยุติธรรม ไม่แฟร์ การที่จะต้องโยนว่าเป็นภาระหน้าที่อีกคนเพื่อจะเติมเต็มความสุขให้เรา เราต้องเติมเต็มความสุขด้วยตัวเราเอง ผิดไหมถ้าเราเติมเต็มแล้ว แต่อนาคตมีผู้ชาย หรือผู้หญิงก็ได้เข้ามาเสริมให้จะโอเคไหม? นุ่น : มันต้องดูภาวะที่มาว่ามาซัพพอร์ตกัน หรือมาทำลายกัน ถ้าเกิดว่ามันมาทำลายกัน ทำลายในที่นี้คือ ทำลายตัวตนของเรา ทำลายความมั่นใจของเรา ทำลายในสิ่งที่เรากำลังสร้าง แปลว่าเขาไม่ได้มาซัพพอร์ตเขาคือมาทำลาย อันนี้คือการเสียเวลา คือเสียเวลาเขา และเสียเวลาเราด้วย แสดงว่าตอนนี้เรารักตัวเองมากที่สุด? นุ่น : แน่นอน คือความรักในเมืองไทยมันดูเป็นโจทย์แรกที่คุณจะต้องทำ เพื่อให้ชีวิตคุณมีความสุขขึ้น ทุกคู่พยายามจะแต่งงาน เพื่อบอกว่าเราประสบความสำเร็จในชีวิต แต่มันไม่เคยจบ แต่งงานเสร็จตื่นมาเจอเมียไม่แต่งหน้า เมียอึในห้องน้ำ เจอทุกอย่างเละเทะ ผัวไม่ยกฝาชักโครก ด่ากันเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในภาวะจุกจิกตลอดเวลา จบไหมล่ะ คือคุณดูละครเพราะละครมันไม่เล่าเรื่องจริงในชีวิต แต่เรื่องจริงในชีวิตมันมีมากกว่านั้น มันมีดีเทลที่แต่ละคู่ แต่ละบ้านจะเจอแตกต่างกันไป ภาวะที่มันต้องปรับตัว ต้องจูนเข้าหากันมันมีมาก เพราะด้วยการเลี้ยงดูแต่ละบ้าน คนสองคนมาเจอกันต้องไปกันได้ แสดงว่าคุณนุ่นมีความสุขกับตัวเองมากๆ ? นุ่น : ไม่ใช่ เรารักตัวเองมากขึ้นที่เราจะไม่เสียเวลากับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ เพื่อที่มาจุกจิกในโกล์ดที่เราตั้งไว้ คือโกล์ดเราเปลี่ยนไป แต่ก่อนเราคิดว่าสุขนิยม คือการที่สังคมตั้งบรรทัดฐานว่า คุณอายุ 30 คุณต้องแต่งงาน คุณต้องมีลูก ถึงเรียกว่าประสบความสำเร็จในชีวิต เมื่อคุณผ่านมาถึง 40 แล้วเนี่ย โกล์ดมันเปลี่ยน ตอนนี้ชีวิตคุณคืออะไร คุณจะเข้า 50 แปลว่าครึ่งนึงของชีวิตแล้ว อะไรที่ยังไม่ได้ทำ ความคิดมันโตขึ้น เพราะฉะนั้นเวย์ที่เราเห็นมันจะต่างไปละมันไม่ใช่เวย์ที่เราจะมามุ่งหาความรักเพื่อจะเติมเต็ม แต่มุ่งหาสิ่งที่เขาเรียกว่าความสงบสุขในจิตใจ ความรักสมัยก่อนของเรา พอมองกลับไปมันเป็นเรื่องเสียเวลา? นุ่น : เสียเวลาจริงๆ ถ้าเกิดตอนนั้นเรามุ่งมั่นในสิ่งที่เราอยากจะทำให้คนอื่น เราจะได้เวลาในการทำงานกลับมาเยอแยะมากมาย แต่เราไปเสียเวลากับเรื่องนี้ทำให้โฟกัสของเรามันบิดเบี้ยว แท็กของเรามันไม่ตรง แต่ตอนนี้ตรงแล้ว จูนใหม่แล้ว แทร็คใหม่นี้สามารถรับคนใหม่เข้ามาในชีวิตได้ไหม หรือจะโสดไปตลอดชีวิต? นุ่น : เราไม่ได้บอกว่าอยากจะโสด อยากจะมุ้งมิ้ง อยากจะอะไร อยากจะมีในอุดมคติเหมือนคนอื่นเขา เห็นคนเขาเดินมาควงแขนกัน ชี้โบ้ ชี้เบ๊ ตีกันบ้าง แต่มันก็เป็นความสุขของเขา แต่ว่าทุกวันนี้ก็กินข้าวคนเดียว ทุกวันนี้ก็ทำอะไรคนเดียว แต่พอมันทำแล้วมันเงียบดี ไม่หนวกหู ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama คลิปสัมภาษณ์ นุ่น สินิทรา https://youtu.be/Ljg0E4FkMcY ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ

คุณแม่ลูกดก ลูกษอน ธัญญ์ญาฎา เล่าความแสบของลูกๆพร้อมเคล็ดลับสยบ ด้วยโหราศาสตร์

เปิดใจยกครอบครัว ลูกษอน ธัญญ์ญาฎา สามีพี่อู๊ด และลูกทั้ง 4 น้องแฟลี่ น้องเฟม น้องเรย่า และน้องโฟต ที่งานนี้บอกเลยว่าแต่ละคนมีความแสบต่างกัน จนทำเอาคุณแม่สุดเพอร์เฟคต้องปวดหัวจี๊ด พร้อมเผยเคล็ดลับสยบลูกอยู่หมัดเพราะใช้หลักโหราศาสตร์เข้าช่วย และยังสอนลูกถึงเรื่องความรักทุกประเด็นในรายการคุยแซบ SHOW ออกอากาศทางช่องวัน 31 ที่มีพี่เค ปิยวัฒน์และเป็กกี้ ศรีธัญญา ดำเนินรายการ บ้านนี้หน้าตาดีหมดเลย? แม่ลูกษอณ : ที่มีลูกออกมาส่วนใหญ่ทำเด็กหลอดแก้ว คุณหมอก็คงจะเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุด เลยออกมาสมบูรณ์มีคนแรกคนเดียวที่เป็นธรรมชาติ พี่ลูกษอณตอนเด็กถูกเลี้ยงเหมือนตุ๊กตาไขลาน? แม่ลูกษอณ : คือพี่กับคุณแม่สนิทกันมาก คุณแม่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ทีนี้คุณแม่ต้องการให้พี่เก่งในทุกด้านพี่เรียนเกือบทุกด้าน วางตารางเรียนเป็นรายอาทิตย์ ชั่วโมงไหนยังว่างก็เอาไปเสียบอีก คุณแม่บอกเองว่าพี่เหมือนตุ๊กตาไขลาน ชั้นจับเธอไปตั้งตรงไหนก็ไขลานเธอก็เต้นๆ เลยทำให้เป็นคนที่เพอร์เฟคชั่นนิส? แม่ลูกษอณ : มันทำให้พี่เป็นคนจัดการไม่เป็น ส่งผลให้พี่มาถึงตอนเลี้ยงลูก ตอนเลี้ยงลูกมีปัญหามาก เพราะพี่เป็นคนที่ไม่เคยต้องไปดูแลใคร ไม่เคยต้องจัดการใคร เราเลี้ยงลูกยากมากตกใจ เพราะพี่เป็นคนเลี้ยงง่ายชี้ไปทางไหนก็ไปสิ่งแรกที่ขอสามีเลยตอนแต่งงาน ษอณขออย่างนึงจะมีลูก 5 คนโอเคมั้ย ขอเลย สามีบอกได้เลย พ่ออู๊ด : ผมเองมาจากครอบครัวที่ใหญ่ ทำไมต้องครอบครัวใหญ่อีกแล้ว รู้สึกว่ามันวุ่นวาย ซัก 2 คนได้มั้ย แม่ลูกษอณ : เราคิดว่าเลี้ยงง่าย เรามองจากตัวเราเอง เราไม่เคยคิดว่าเด็กยุคนี้จะเป็นแบบนี้ พี่ษอนเห็นบอกว่า1ใน4มีคนนึงที่โคลนนิ่งคุณพี่มาเลย? แม่ลูกษอน : ใช่ค่ะ  คือลูกคนนี้เป็นเหมือนตัวพี่แบบสามารถให้เขาทำทุกอย่างแทนได้ คือคิดเหมือนกันทำทุกอย่างได้เหมือนกัน เคยมีอยู่วันนึงเคยไปขอร้องไม่ต้องเรียนหนังสือก็ได้นะลูก เพื่อจบจะไปทำงานใช่มั้ยคะ พี่บอกลูกลาออกเลยแล้วมาเป็นเลขาแม่ทำงานให้แม่ตลอดชีวิตไปเลยก็ได้เพราะเขารู้ใจทุกอย่างคือคนนี้ เฟรย่า : รู้สึกว่าแค่แบบเวลาคุยกับคุณแม่ทุกอย่างจะความคิดตรงกันบางทีคุณแม่ยังไม่เปิดปากพูกหนูก็จะแบบอย่างงี้ใช่มั้ยคะ คุณแม่คิดอย่างงี้ใช่มั้ย จนมีวันนึงคุณแม่บอกว่า คือเฟรจะมีเพื่อนมีแฟน คนไหน คุณแม่ก็จะบอกเลยว่าแฟนลูกคือแฟนแม่นะ แฟรมีอะไรเฟรก็จะปรึกษาคุณแม่ทุกอย่าง เวลาตัดสินใจไร คือความตัดสินใจร่วมกัน ถ้าแม่ไม่โอเคแฟรไม่ทำ เมื่อไรที่แม่โอเคแฟรโอเค อ้าเราจะทำแบบนี้นะคะ โอเคเราทำ อะไรประมานนี้ค่ะ มีคนไหนที่คนละขั้วกับคุณแม่มั้ย? แม่ษอน:คนนี้ (แฟลี่) คนนี้นี้ไหลเป็นปลาไหลเลยพี่จับไม่อยู่เลย คือลูกสาวคนนี้เป็นคนที่เหมือนคุณพ่อ พี่เนี่ยเป็นคนตรงมาก เป็นคนที่แบบเดินเป็นเส้นตรง เป็นไม้บรรทัดเลยอ่ะนะคะ แต่ลูกสาวจะเป็นคนหัวไวคือไวซะจนแม่ตามไม่ไหวพี่ก็เลยทะเลาะกับเขาบ่อย คือเหมือนแบบเวลาสมมุติตอนที่เค้าเรียนจบใหม่ๆนะคะ พี่เอาเค้ามาทำงานกับพี่ก่อนปรากฎสมมุติเราจะเดินดิลงานตรงๆเนี่ย ลูกสาวจะไม่ แม่คือต้องออกนี่ก่อน วกนู่นเข้านี่ โอ้ยหูคือพี่ฟังแล้ว คือไปด้วยกันไม่ได้เด็ดขาด ไปหาปะป๋า สุดท้ายก็คือ ไปทำงานที่โรงแรมกับคุณอู้ด เป็นธุรกิจของคุณพ่อ ถูกคอกันเลยค่ะ คือเป็นคนพลิกแพลงทั้งคู่คือคุณพ่อก็พลิกแพลงเก่งมาก  แล้วแฟลี่รู้สึกแบบนี้มั้ยต่างกับแม่เลยมั้ย? แฟลี่:จิงๆอ่ะค่ะเนื้อนิสัยจิงๆแล้วมันอาจจะแค่ไม่ตรงกันแต่ว่าในความที่เราไหลอย่างงี้คือเรามองว่าเรามีจุดยืนที่เราอาจจะไม่ได้ทำผิดนีกออกมั้ยคะ แต่เราแต่มันเร็วกว่าทางนี้เราก็ไปทางนี้หน่อยละกันอะไรอย่างงี้ค่ะ แค่คือบางทีคือเหมือนเรามองต่างกัน แต่ตวามที่คุณแม่เป็นคนตรงมาก บางทีคือเวลาแฟลี่ทำพลาดอะไรอย่างงี้ไป พอคุณแม่มาบอกมันก็เออจริงสิ่งที่เราทำมันก็ อาจจะไปไกลไปนิด อะไรอย่างงี้ค่ะ แล้วเคยอธิบายให้พ่อแม่ฟังมั้ยว่าเนี่ยจิงๆแม่ปี2020กว่าวิธีนี้มันดีกว่า? แฟลี่:ก็เคยค่ะ แต่ว่าสุดท้ายแล้ว มันเหมือนว่าพอเราฟังแม่คือดีที่สุดจริง คือสุดท้ายแล้วคือเหมือนเราเจอปมเอง หรือว่าเรายังไหลไม่สุดก็ไม่รู้ อาจจะยังเทพไม่มากพอ แต่สุดท้ายพอเจอปมสุดท้ายก็จะกลับมาฟังคำคุณแม่ ก็คือแบบมันก็จริงค่ะ แม่ษอน:แต่กว่าจะเอาได้คือเหนื่อยนะคะ ทะเลาะกับเค้าเยอะมาก เป็นตัวของตัวเอง พ่ออู้ด : ถ้าเค้ามีปากเสียงกัน ผมพยายามทำตัวเป็นคนกลาง เค้าก็มีเหตุกันทั้ง 2 ฝ่าย เรามองว่าอย่ายุ่ง สุดท้ายเค้าก็จบกัน บ้านนี้เขามีแสบสุด1คนนะที่ได้ฉายาแสบสุดในบ้าน? เฟม : ก็ผมกับแม่ไม่เคยถูกคอกันและก็ปกติจะทะเลาะกันตลอดเพราะเหมือนไม่เข้ากัน  แม่ลูกษอน : เค้าถึงใช่ถ้อยคำว่าอยู่บ้านเหมือนอยู่ในนรก เราพยายามต่อต้านแม่มั้ย หรือเราคืดว่าเรามีความรู้จิงๆ ? เฟม : เหมือนทั้งคู่อ่ะครับ เพราะว่าเฟรมมีความคิดด้วยแล้วเหมือนเข้าอยู่ในวัยด้วยครับ อยากจะออกจากบ้านอยากจะออกไปเที่ยว ไปหาเพื่อน ไปมีสังคม แม่ษอน:เป็นไปถึงจุดที่พี่คุมไม่ได้แล้ว คือพี่พูดยังไงเขาจะไปอีกฝั่ง คือเค้าไม่ฟังพี่แล้ว เหมือนเราสองคนเป็นศัตรูกัน เห็นบอกขั้นรุนแรงคือตัดแม่ตัดลูกเลย? แม่ลูกษอน : ใช่คือพี่ประกาศตัดแม่ลูกเลย เพราะรู้สึกว่าพี่เอาไม่อยู่แล้ว พี่เป็นทั้งแม่ทหาร เป็นทั้งแม่นางเอก เป็นแม่นางมาร เป็นแม่นักอ้อน เล่นทุกบทเลย แต่เค้าเหมือนใจดำกับเรามาก จนพี่รู้สึกว่าจิงๆนะนาทีนั้น การที่ลูกทำกับพี่แบบนี้พี่เจ็บจนสามีทิ้งพี่พี่ยังไม่เจ็บเท่านี้ จิงๆสามีไปมีเมียน้อยพี่ยังไม่เจ็บเท่าลูกทำอะไรแบบนี้ในนาทีนั้นนะคะ   มีเคยขโมยบัตรเครดิตคุณแม่ไปเป็นแสนเสองแสนเพราะติดเกม? แม่ลูกษอน : มีครั้งนึงที่สุดมากๆเลยนะคะ คือเขาเนี่ยเอาบัตรพี่ไปรูดเสร็จปั้ปแบ้งก็ระงับ เพราะรู้สึกแปลกๆ พี่ก็เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ลูกทุกคนฟัง แม่กลุ้มใจๆ ใครมาทำแบบนี้กับแม่ เสดปั้ปแบ้งก็เปิดให้ใหม่ ไม่ถึง2อาทิตย์ระงับอีกแล้วแบ้งโทรมาคุณแม่ครับครั้งนี้มีโจรในบ้านแน่นอน พี่ก็เริ่มสงสัย ก็เริ่มมาจับผิด จับสังเกต จนรู้ได้ว่าเป็นน้องเฟม พี่ก็มาบอกคุณอู้ดคือคุณอู้ดก็โมโห พี่มากเพราะเวลาเขาโกหกเขาตาใสมาก พี่เล่นละครมา10ปีพี่สู้เขาไม่ได้ คือแบบเนียนมากจนคุณพ่อ ว่าพี่อ่ะไปจับผิดลูก จนสุดท้ายพี่ได้หลับฐานจนเขามายอมรับ พ่อหน้าเหวอ พ่ออุ้ด : ไม่น่าเชื่อว่าจะขนาดนี้ หน้าตาตอนเค้าพูดคือไม่รู้เรื่อง ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ เปลี่ยนลูกยังไง? แม่ลูกษอน : ทุกวันนี้เปลี่ยนเลย กลายเป็นลูกที่ดีมากๆ เปลี่ยนเบอร์ใช้โหราศาสตร์เข้ามาช่วย แล้วเอาเรื่องคุณธรรมเข้ามาสอน ถ้ากตัญญูกับแม่ลูกจะเจริญรุ่งเรือง พลิกเลย เฟม : ก็แบบแม่ทำอะไรหรือปล่าวทำไมเฟมไม่รู้สึกอยากจะออกไปข้างนอก ไม่อยากออกไปเที่ยว อยากอยู่บ้านอ่านหนังสือตั้งใจเรียน แม่ลูกษอน : อ่านหนังสือจนร้องไห้จากเด็กที่เที่ยวตลอด นั่งร้องไห้เพราะกลัวอ่านไม่ทัน เฟม : ตอนเด็กๆเหมือนผมคิดเข้าข้างแต่ตัวเอง อยากทำสิ่งที่ตัวเองจะทำ ลูกคนอื่นๆ? แม่ลูกษอน : คนนี้ (โฟต) เป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายที่สุด ง่ายจนพี่กลัว ในสมัยลูกเล็กสามีชิลมากไม่เคยช่วยอะไร พี่จะสอนการบ้านลูกคนเดียว น้องเป็นคนสอนภาษายากมาก แต่วันนึงเค้าก็เปลี่ยน โฟต : ผมเดินไปบอกแม่ว่า ผมรู้ตัวว่าเรียนไม่ค่อยเก่ง ผมบอกว่าไม่เป็นไรนะถ้าจะรักคนอื่นมากกว่าผม แม่ลูกษอน : เดินมาบอกะซื่อๆเลย รู้ว่าเค้าไม่ได้ประชด ไม่ได้โกรธพพี่ ทำไมลูกคิดแบบนี้ เราไม่คิดว่าลูกคิดแบบนี้ คนนี้จะเงียบนิ่งอยู่กับตัวเอง พี่ต้องพลิกเลย พยายามดึงเค้าเข้ามาหาเรา ส่วนพี่อู้ดบอกเด็กพูดไม่รู้เรื่อง โตแล้วพี่ค่อยมาช่วยเลี้ยง แล้วทำที่เค้าพูดจริงๆ โตมาลูกรักเค้าทุกคน มีลูกไม่แปรงฟัน 7 วัน? แม่ลูกษอน : เราต้องบอกให้ลูกมาแปรงฟันเรียกทุกวัน พอลูกแปรงไม่สะอาดเราก็แปรงให้ แล้วคุณพ่อเค้าบอกว่าให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง เราก็โอเค แกล้งไปถามลูก น้องโฟตไม่แปรงฟันกี่วันแล้ว 8-9 วัน เราก็โมโหโกรธคุณพ่อมาก พ่ออู้ด : มุมมองของพ่อ ผมถูกเลี้ยงดูมาคุณพ่อคุณแม่ทำงานตัวเป็นเกลียว ไม่มีเวลาดูแลลูกๆขนาดนี้ ผมก็รอดมาได้ก็มีฟันผุ แม่ก็พาไปหาหมอถอนฟันเจ็บด้วยตามประสาเด็ก แต่ทางคุณแม่แฮปปี้ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ตอนเค้าทำเค้าเครียดเพราะเค้าเป็นคนจริงจัง ตอนเด็กทะเลาะกันเองมั้ย? แม่ลูกษอน : แรงทั้งคู่ เฟรย่า : คือเฟรเป็นเด็กที่แกร่งมากแบบขี้หาเรื่อง ไม่ยอมใคร รู้สึกเรามีจุดยืนที่มั่นคงความคิดที่มั่นคง เราทะเลาะกับเฟมแล้วเฟมก็เป็นคนกวนประสาท 8 ขวบ เข้ามาสิเข้ามา มีอะไรหรอ เฟมก็เข้ามาเลยแล้วถีบเฟร ถีบติดกำแพงลงไปกองกับพื้น ทำไมพี่ชายเรากล้าทำแบบนี้ เฟรก็วิ่งไปฟ้องแม่ เราไม่น้ำตาไหลเลย ในใจเรารู้สึกชนะเพราะเราได้ฟ้องแม่แกร่งทั้งคู่ไม่ยอมกัน เฟรเป็นคนที่แบบผู้ชายก็ยอมไม่ได้ เฟม : ตอนนี้รู้สึกแย่ แต่ตอนนั้นรำคานมากเลย แม่ลูกษอน : ตอนนั้นโกรธลูกชายมาก เพราะเป็นผู้ชาย ทางนี้ก็จะมีปัญหากับพี่ตลอด มีแฟนกันแล้วหรือยัง? แฟลี่ : ตอนนี้ก็มีนิดนึง แต่เราเชื่อแม่ว่าอะไรที่แม่ว่าดีก็ดีตามค่ะ  เฟม : มีครับ ได้ปีกว่าแล้วครับ โฟต : มีแล้วครับ 2 ปี เฟรย่า : เพื่อนค่ะตอนนี้ ถือว่าโสดค่ะ สอนลูกถ้าจะมีแฟนลองคบๆดูก่อนไม่ต้องรีบมีคนเดียว? แม่ลูกษอน : อาจจะมาจากประสบการร์พี่เอง พี่เห็นหลายคู่ที่เป็นแฟนกันตั้งแต่เด็ก สุดท้ายไม่หาตัวเลือกอื่นไม่เปิดโลกพี่เห็นส่วนใหญ่จะล้มเหลวในบั้นปลาย เพราะผู้ชายยังไม่เห็นโลก พอแต่งงานงานเงินเค้าพร้อมไปเปิดโลกแล้วจะทำให้เกิดปัยหากับครอบครัว พี่บอกลูกๆว่ามีความสุขสนุกกับชีวิตในวัยหนุ่มสาวให้เต็มที่ เอาให้มั่นใจแล้วค่อยเลือก ลูกชายเข้าใจ แต่ถ้าเป็นลูกสาว แม่จะสอนว่าไง? แม่ลูกษอน : ลูกสาวคุณพ่อจะสอนเป็นหลัก สอนอีกแบบนึงเลย พ่ออู้ด : ลูกชายลูกสาวแตกต่างสุดขั้วเลย ลูกสาวนี่บอกเราต้องให้ผู้ชายตามเรา เชื่อเรา ถ้าพูดไม่ฟังตัดออกไปหาใหม่เราต้องมีความมั่นใจในตัวเอง แต่พอลูกชายจะบอกว่าอย่าหาผู้หญิงที่เรื่องเยอะ ต้องตามเรา ผู้ชายต้องเป็นเสาหบักของครอบครัว ให้เค้าเป็นช้างเท้าหลัง พอเค้านั่งฟังคืออะไร ผู้ชายอีกทางผู้หญิงอีกทาง แม่ลูกษอน : พี่เห็นด้วย ผู้หญิงถ้าคุมแฟนไม่อยู่พี่ไม่อยากให้คบเลย เป็นแฟนกันยังแบบนี้ เรามีประสบการร์มาแล้วว่าถ้าแต่งงาน ความรักยังไงก็ตามมันมีวันจืดจาง ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama คลิปสัมภาษณ์ ธัญญ์ญาฎา      https://youtu.be/ercVjzXZs88                        ...

สุกัญญา มิเกล ควงลูกชายน้อง ธาเนีย เปิดใจที่แรก! หลังยื่นฟ้องศาลตัดสิทธิปกครองร่วมกับพ่อของลูก

เปิดใจที่แรก สุกัญญา มิเกล ควงลูกชายน้อง ธาเนีย กับปัญหาในครอบครัว หลังยื่นฟ้องตัดสิทธิปกครองร่วมพ่อของลูก พร้อมขอร้องศาลตัดสิทธิความเป็นแม่ลูกกับสาวลูก เผยพูดตรงๆกับลูกชายทุกเรื่อง ซึ้งใจลูกชายบวชให้แม่เพื่อหมดกรรม ทุกประเด็นในรายการคุยแซ่บSHOW ออกอากาศทางช่องวัน 31 ทีมี หนิง ปณิตา และบูม สุภาพร เป็นพิธีกรดำเนินรายการ มีการยื่นฟ้องต่อศาลตัดสิทธิ์ในการปกครองร่วมของลูกชาย มิเกล : เริ่มต้นเลย หย่าเแยกกันดูแล หย่าตั้งแต่ปี 58 ศาลสั่งให้แยกกันดูแล แต่ทางกฎหมายมีสิทธิ์ปกครองร่วมกันอยู่ ดังนั้นเวลที่เราจะทำอะไรเกี่ยวกับลูกชายต้องขออนุญาติเค้า หรือให้เค้ารับทราบ ทางฝั่งเค้าเวลาทำอะไรเกี่ยวกับลูกสาวก็ต้องให้เรารับทราบรับรู้ขออนุยาติเช่นกัน แต่ที่ผ่านมาตลอดคือมันไม่มีการจอยกันเลย มีแต่ต่างคนต่างอยู่พอล่าสุดเราต้องการจะทำพาสปอตให้ธาเนีย ขอลายเซนต์จากบิดาแต่ไม่มีการยินยอมแบบดีๆ เพราะอะไรถึงไม่ยอมมาเซนต์ให้? มิเกล : เค้าให้เหตุผลว่ากลัวลูกจะไปติดโควิดสายพันธ์ต่างประเทศ แล้วในประเทศไม่มีหรอ มันเป็นแค่ข้ออ้าง เราไม่รู้หรอกว่าเหตุผลอะไร ระยะเวลาของการที่ยื้อ 9 เดือน มันคงเป็นเหตุผลส่วนตัว จะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา? มิเกล : ใช่ พอดีเราได้ตรวจ DNA ตอนก่อนแต่งงานเพื่อจะหาความเป็นพี่น้อง ปรากฏว่าผลมันบอกออกมาว่าเราเจอญาติเรา เจอพ่อเรา เราเลยคุยกับพ่อมาประมาณ 1 ปีแล้ว ตอนนี้คุณตาได้คุยกับหลานแล้ว ก็ถามว่าอยากมาเยี่ยมพวกเรามั้ย  9 เดือนที่รออะไรที่รับไม่ได้มากที่สุด? มิเกล : ครอบครัวที่แยกกันอยู่แล้วมีลูกด้วย สิ่งสำคัญถ้าเราจะดำเนินอะไรเกี่ยวกับอนาคตของเด็กๆ เราควรที่จะคุยกันได้ ควรที่จะปรึกษากันได้ ต่อให้ไม่ชอบกันเกลียดกันแค่ไหนก็แล้วแต่ เราควรลดทิฐิลงเพื่อผลประโยชน์ของลูกเป็นหลัก เรารู้สึกแย่มากและไม่โอเคกับการที่เราจะเดินชีวิตกับลูกต่อไปในอนาคต มันมีความรู้สึกเหมือนโดนรั้ง โดนเบรค มันสูญเสียเวลา สูญเสียโอกาสไป สาเหตุที่ยื่นต่อศาลระงับการปกครองร่วม เพราะมีคำพูดเจ็บที่ตัดสินใจให้ทำแบบนั้น? มิเกล : เราไม่มีเจ็บนะ เราไม่รู้สึกเจ็บเลย แต่เรามองว่ามันไม่มีเหตุผล ทุกอย่างที่เป็นมาตลอดคือพี่เป็นฝ่ายตามหาลูกสาว แต่จริงๆคือตามกฏหมายพี่มีสิทธิในการปกครองอยู่ กลับกลายเป็นพี่ต้องไปตามหาเอาเอง ความจริงอยู่ตรงไหน ลูกอยู่ตรงไหน ทำอะไร อยู่กับใคร แต่พี่เองทำตามกฏหมายที่ศาลสั่งไว้ แต่เค้ากลับไม่ยินดี ตรงนี้ต่างหากที่รู้สึกว่ามันไม่มีเหตุผลเอาซะเลย ถ้ามันตหลงกันไม่ได้ คุยกันไม่ได้ ก็แยกกันไปเลยดีกว่า ไม่ต้องมีกฏหมายเข้ามาอีกต่อไปนั่นคือความคิดของพี่ มีข่าวออกมาว่าขอตัดสิทธิ์? มิเกล : พี่โพสต์ขึ้นเฟสบุ๊คหลายเดือนก่อน พี่ได้คุยกับลูกสาวครั้งสุดท้าย ที่พี่ไปตามหาเค้าแล้วเจอว่าเค้าอยู่ไหน ได้คุยกับลูก เค้าบอกมาว่าเค้าต้องการเดินชีวิตของเค้า เค้าใช้คำพูดว่าเค้าเป็นนางสาวแล้ว พี่ก็มองว่ามันมีเหตุผล เค้าไม่ต้องการให้เราไปวุ่นวาย เพราะเค้าถูกชุดข้อมูลจากใครไม่ทราบแหละ แต่เค้าบอกว่ามันคือการคุกคาม การที่แม่ไปตามหาลูกว่าอยู่ตรงไหนมันเป็นการคุกคาม เรามองว่าเราไม่อยากเป็นบุคคลที่ไปคุกคามลูก มุมเราคือเรารักลูก เราอยากรู้ว่าลูกเราเป็นยังไง อีกมุมนึงมันเป็นการไปคุกคามเค้า เราเลยบอกว่าโอเคงั้นลาออก จะได้ไม่มีการคุกคามในสายตาใครอีกต่อไป ยังรักและเป็นห่วง? มิเกล : คือเป็นห่วง และก็รัก แต่ว่าต้องใช้เหตุผลในเรื่องของเคารพความเป็นมนุษย์ของเค้าและของเราด้วย เรียกว่าตัดแม่ตัดลูกเลยมั้ย? มิเกล : มุมคนอื่นพี่ไม่รู้ แต่มุมพี่สายเลือดมันคงตัดไม่ได้ DNA พี่ก็อยู่ในตัวเค้า แต่ชีวิตเค้าเป็นคนเลือก เสียใจมั้ย? มิเกล : แน่นอน เคยร้องมาก่อนแล้ว มันเป็นความรู้สึกจุกอยู่ข้างในนะ กลั่นออกมายากมาก พี่มีนิสัยอยางนึงที่คนอาจมองว่าไม่น่ารัก คือเวลาโกรธหันหลังกับอะไรพี่จะยื้อสุดๆเลย แต่ถ้าพี่บอกว่าโอเคหยุดหันหลังแล้วพี่หันหลังเลย พี่ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย พี่ให้ชีวิตเค้า ตลอดระยะเวลาที่หย่า 7 ปี เค้าไม่ได้ให้โอกาสพี่ในการที่จะได้ดูแลเขา ทั้งๆที่พี่พยายามหาโอกาสแล้ว พี่ว่าพี่ก็เดินมาสุดทางแล้วในฐานะที่เป็นแม่คนนึง ก่อนหน้านั้น 18 ปีพี่ก็ไปสุดทางในฐานะภรรยา เมื่อเขาไม่ต้องการพี่ก็ไม่อยากเป็นคนไร้ค่า เขาเลือก เราต้องเคารพในสิ่งที่เขาเลือกถ้าเรารักลูก นี่คือความรักในแบบพี่ พี่ไม่มีดราม่า เอาเหตุและผลอย่างเดียวเลย ในทางกฎหมาย? มิเกล : รอบนี้ศาลท่านก็น่ารัก มาขอเราในห้องบอกว่าผมขอได้มั้ยว่าให้สิทธิ์การปกครองยังเป็นร่วมเหมือนเดิม แต่ว่าผมจะออกคำสั่งให้เค้าเซนต์ยินยอมต่อเอกสารทุกๆอย่าง ผลประโยชน์ของเด็กสูงกว่าสิ่งใด ต่างคนต่างก็คุยกันไม่ได้อยู่แล้ว ยังไงก็ขอให้มีกฏหมายรองรับผลประโยชน์ของเด็กนั่นคือสิ่งที่ท่านขอ ตอนนี้ก็เลยมีคำสั่งออกมาว่าการปกครองรวมที่เราขอตัดยังคงกลับมาร่วม แต่สิ่งที่ได้มาคือเค้าต้องยินยอมต่อสิ่งที่เราร้องขอในกรณีที่เกี่ยวกับลูกทุกอย่าง รู้สึกยังไงบ้างกับเรื่องราวมั้งหมด ใช้วิธีไหนจัดการกับความรู้สึกตัวเอง? ธาเนีย : บอกกับแม่บ้างครับว่ารู้สึกยังไง เวลาขึ้นศาลแต่ละครั้งรู้สึกงงด้วยว่าทำไมต้องเสียเงินขึ้นศาลแต่ละครั้งกับการที่แค่เซนต์ครั้งเดียว ขึ้นศาลหลายครั้งจนผมจำไม่ได้ครับ จำได้ครั้งนึงกำลังพูดอยู่จู่ๆพ่อก็มาพูดว่า I will support you จริงๆถ้าซัพพอร์ตก็เซนต์ตั้งแต่แรกอยู่แล้วครับผม มามี๊ก็มาฟังด้วยก็มีทะเลาะกันนิดนึงแล้วพ่อก็เดินหนู บอกว่าคุณเลี้ยงลูกเหมือนสัตว์ มิเกล : เค้าอธิบายความรู้สึกแบบที่ผู้ใหญ่คุยกันแบบนี้น่าจะยากในวัย 13 มันดูสับสน เค้าไม่แน่ใจว่าเค้ารู้สึกอะไร แต่ที่เค้าเล่ามันเป็นเรื่องราวนะ แต่เค้าไม่สามารถพูดได้ว่าเค้ารู้สึกอะไร รู้สึกยังไงบ้างที่ต้องขึ้นศาลแบบนี้? ธาเนีย : รู้สึกว่ามันยื้อเวลาเกินไปครับ เสียดายเวลาด้วยครับ มิเกล : พี่ไม่เคยให้ลูกขึ้นศาลด้วย มีเฉพาะครั้งนี้ครั้งสุดท้ายที่ศาลตัดสิน เพราะคุณพ่อเค้าร้องขอ อีกฝั่งนึงเค้าเอาลูกมาตลอด ขอเอาลูกเข้ามาได้มั้ยว่าคำสั่งคืออะไร เค้ากลัวว่าเดี๋ยวเค้ากลัวว่าจะเอาอะไรมาบิดเบือน เค้ากลัวพี่บิดเบือนคือเค้าอยากให้ลูกรับทราบว่าเค้าทำอะไรให้ เป็นครั้งเดียวที่ลูกเข้าไปในห้องที่เหลือคือยู่ข้างนอกตลอด แต่ออกมาพี่จะเล่าให้ฟังหมด คุณพ่อเซนต์เอกสารแล้ว? มิเกล : เซนต์แล้ว เหตุผลคือมันไม่ได้แค่ยินยอมพาไปที่ไหน เราต้องการลายเซนต์เพื่อจะทำพาสปอร์ตเท่านั้นเองนะมันไม่จำเป็นต้องใช้เวลา 9 เดือน ไม่จำเป็นต้องใช้เงินจ้างทนาย ไม่จำเป็นต้องไปขึ้นศาลบ่อยครั้ง สาเหตุที่ไม่เซนต์เพราะเค้ากลัวเอาลูกไปขาย? มิเกล : ไม่รู้จะพูดยังไง พี่ได้ยินกับหูเลย ทุกครั้งที่ขึ้นศาลมีการดิสเครดิตเรา ในคำพูดที่เค้าว่าอาจจะพาลูกไปขายได้ยินกับหู เราขำอ่ะ ถ้าเราขายไม่ต้องรอถึงอายุ 13 มั้ย เราเลี้ยงลูกมา งานก็น้อยลงเพราะเราแก่แล้ว แต่เราเลี้ยงลูกให้ได้สมกับที่เด็กจะได้รับมาเสมอ ไม่เคยเอาลูกไปไว้กับใครคนอื่น ไม่เคยปล่อยให้ลูกอดอยาก บอกว่าเราเอาลูกไปขายมันเป็นความตลกในมุมมองเรา แต่ในมุมมองคนอื่นเราไม่ทราบ หลายครอบครัวมีปัญหา อยากจะแชร์ประสบการณ์อะไร? มิเกล : 2 มุม มุมยุคโบราณที่ทนๆไปเดี๋ยวก็ปรับตัวกันได้ หรือเอาน่าเวลาจะช่วยเยียวยา   ส่วนตัวไม่เห็นด้วยอย่างที่โบราณบอก คนเราถ้าอยู่รวมกันแล้วเอามืดแทงกันทางความรู้สึกคำพูดเอย พฤติกรรมเอย เป็นสงครามเย็นในบ้าน  คนที่ได้รับผลเต็มๆคือเด็กๆ ถ้ารู้ว่าอยู่ด้วยกันลำบากอย่าสร้างความกดดันให่กับเด็ก แยกกันแล้วเป็นเพื่อนกันซะ มันไม่ใช่เรื่องน่าอายกับการแยกของครอบครัว แต่สิ่งที่ต้องทำคือผลประโยชน์ของลูกมาอันดับ 1  บอกกับลูกยังไง? มิเกล : บอกตรงๆ แต่เราไม่ได้บอกโดยใช้อารมณ์ บอกด้วยเรื่องราวเหตุของมัน ผลของมัน มีหลุดบ้าง แต่บอกว่านี่คือความรู้สึกของของเราเอง  ธาเนีย : แบบแยกกันดีกว่าครับ เท่าที่ผมจำได้ตอนอยู่ด้วยกัน แม่กับพ่อทะเลาะกันบ้างเป็นบางครั้ง มีบรรยากาศมาคุหน่อย ตอนแยกออกมาก็มีความสุขดูแลกันดีได้ มิเกล : ตอนมีข่าวหย่า เวลามีนักข่าวมาสัมภาษณ์พี่บอกว่าหย่าเพื่อลูก เพราะถ้าอยู่ร่วมกันต่อพี่อาจจะฆ่าคนได้ จะไปเจอคุณพ่อคุณตาครั้งแรกที่อเมริกาจะไปเมื่อไหร่? มิเกล : จริงๆควรได้ไปตั้งแต่ต้นปีแล้ว ถ้าไม่ติดเรื่องขึ้นศาล ธาเนีย : ตื่นเต้นครับ อยากเจอคุณตาได้เห็นที่ใหม่ๆที่ไม่เคยเจอมาก่อน คุณตาว่าเดี๋ยวจะได้ไปเจอหิมะตื่นเต้นแน่นอนอยากเห็น 2 อย่าง คุณตาและหิมะ ลูกชายเพิ่งบวช? มิเกล : ใช่เราเป็นคริสต์ เค้าจะเข้ากันได้ดีกับจอมเค้าก็จะคุยกันเรื่องบาปบุญคุณโทษ ความกตัญญู พอเค้าเห็นเราเจอเรื่องเยอะ อยู่ๆก็เดินมาบอกว่าจะบวชนะอยากให้มามี๊หมดกรรม ธาเนีย : น้าจอมสอนควรจะตอบแทนบุญคุณแม่ แม่กว่าจะคลอดเรามาเกือบจะตายแล้วหลายครั้ง บวชแล้วได้รู้บาปบุญคุณโทษที่ลึกซึ้งมากกว่าเดิม 45 วันที่ไปบวช ความเปลี่ยนแปลงของลูกคืออะไรบ้าง? มิเกล : เดือนเมษาเราเดินทางไปอวยพรวันเกิดเค้า แต่เราแตะตัวลูกไม่ได้ ก็ได้แต่มองหน้ากันเราได้เรียนรู้ในเรื่องของการฝึกตัดความรุ้สึกตัวเองเวลาที่เรารักใครมากๆ ฝึกที่จะหยุดอยู่กับที่เพื่อเคารพในสิ่งที่เค้ากำลังทำอยู่ เป็นความภูมิใจ เรามีศานาพุธเป็นไกด์ในการดำเนินชีวิต แต่ความรักแบะความศรัทธาอยู่ทางคริสเตียน เราเชื่อว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีเหมือนกัน เป็นบุญของเราเป็นบุญของลูก ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama https://youtu.be/cbIBeB3AcY8 คลิปสัมภาษณ์ สุกัญญา มิเกล  https://youtu.be/cbIBeB3AcY8 ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ

มิตร มิตรชัย เปิดใจครั้งแรก เล่าชีวิตในเรือนจำ พร้อมเคลียร์ดราม่าครอบครัวทอดทิ้ง

เปิดใจที่แรก มิตร มิตรชัย กับบทเรียนชีวิตหลังออกจากเรือนจำ ซึ่งต้องโทษ 1 ปี 6 เดือน จากความผิดพลาดในอดีต เล่าชีวิตในเรือนจำ เผยต้องปิดบังคนในครอบครัวจนได้ทราบเรื่องจากข่าว พร้อมห้ามครอบครัวไปเยี่ยม และเคลียร์ดราม่าครอบครัวไม่ช่วยเหลือ ย้ำไม่ขอโอกาสจากสังคมแต่อยากให้เปิดใจว่าเป็นคนที่ดีขึ้นหรือไม่? ทุกประเด็นในรายการคุยแซ่บSHOW ออกอากาศทางช่องวัน 31 ที่มีหนิง ปณิตาและเป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ เกิดเหตุการณ์อะไรทำให้ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ? มิตร : เมื่อ 5 ปีกว่า ผมมีปัญหากับแฟนเก่าเกี่ยวกับเรื่องเงินทองด้วย ด้วยที่เรายังเด็กมาก เราตัดสินใจด้วยความใจร้อนหลายสิ่งหลายอย่างจนเกิดความผิดพลาดเป็นคดีขึ้นมา เลยถูกศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 6 ปีครับ ตอนนั้นอายุประมาณ 20 พอศาลสั่งจำคุกตอนนั้นรู้สึกยังไง? มิตร : มันยังไม่อยากจะเชื่อมากกว่าตกใจ อยู่ในอาการช็อคประมาณ 3 วัน แม้ในวันที่เราเข้าอยู่ในเรือนจำแล้วเราก็ยังช็อคอยู่ มันยังไม่ได้เครียด ยังไม่ได้อยู่ในขั้นตอนความเครียดด้วยซ้ำ มันเกิดขึ้นจริงแล้ว ผมจะต้องทำใจยอมรับมันแล้ว เป็นดราม่าในโซเชียลด้วยว่า พี่เอ พี่แอนและครอบครัว ทำไมไม่มีใครช่วย? มิตร : ไม่ใช่ครับ ทุกคนในครอบครัวผมเนี้ยผมกล้าพูดได้เลยว่าเรารักกันมาก รักและอบอุ่นกันมาก แต่เราต้องรักและแยกแยะ เพราะเรื่องทุกอย่างผมเป็นคนก้าวพลาดและเดินผิด เวลาผมไปศาลแต่ละครั้งผมจะบอกกับครอบครัวทุกครั้งว่ามันไม่ใช่วันรวมญาติ ไม่อยากให้ทุกคนมา มันเป็นเรื่องของผมกับทนายที่ต้องไปต่อสู้คดี แล้วครอบครัวไม่มีปล่อยมือหรือทอดทิ้งเลยจะมีการถามตลอด วันนี้ผมไปทุกครั้งถ้าใครว่างเค้าจะไปให้กำลังใจกัน ไม่มีทิ้งเลยครับฉะนั้นข่าวนี้ตัดได้เลยครับ ตอนคุณแม่ทราบข่าวเป็นยังไงบ้าง? มิตร : จริงๆผมไม่ได้อยากบอกคนในครอบครัวเลย ตอนนั้นเรามีไรเราก็คุยกับเพื่อน ด้วยความที่เราเป็นวัยรุ่นเราตัดสินใจไปเอง บางทีเราคิดว่าเราทำได้ แต่จริงๆแล้วเราทำไม่ได้ แม่เนี่ยปิดไม่ได้เพราะผมอยู่กับแม่ แม่จะถามทนายทุกครั้งว่าผมไปศาลวันไหน บางทีทนายก็ไม่รู้จะตอบยังไง เพราะผมบอกแล้วว่าอยากไปบอกแม่ เราไปกันเองดีกว่า ไม่อยากให้แม่หรือคนในครอบครัวมาเครียด มันเป็นปัญหาเราเอง คำสั่งศาลออกมาที่บ้านว่าไง? มิตร : ผมได้เจออีกทีตอนที่ผมเข้าไปแล้ว หลังจากที่พิพากษาแล้ว ผมไม่ได้บอกใครเลย เค้ารู้จากข่าว เราคิดอย่างนึงว่าทุกคนถึงจะเป็นคนครอบครัว แต่เราก็มองว่าเค้าก็มีครอบครัวของเค้าอีก หน้าที่การงานที่เค้าจะต้องดูแล แล้วมันไม่ใช่สถานที่ที่เค้าต้องมา เค้าจะถามกันตลอดจะมา แต่ผมบอกพี่ไม่ต้องมา มี 2 คนที่จะไม่บอกและไม่อยากให้มาเลยคือใคร? มิตร : พี่ชายกับพี่สาวครับ ผมว่าผมอาจจะยังไม่แข็งแรงพอ ณ จุดนั้น ผมรักและใช้คำว่าศรัทธาพี่ทั้ง 2 คนมาก ด้วยตัวผมเองผมจะเป็นเด็กดื้อ ดื้อมาก แต่วันนั้นเป็นวันที่ผมตั้งสติแล้วคิดว่าเค้าไม่น่ามาที่นี่มากกว่า ผมก็ไม่อยากให้เค้ามาเห็นเราในสภาพแบบนั้นด้วย ก็เลยเป็นห่วงมากกว่า เลยคิดว่าปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมขาติดีกว่า กลัวพี่เอ กับพี่แอนคิดมากมั้ยว่าน้องชายมีอะไรไม่ยอมบอก? มิตร : ผมคิดนะครับ ผมก็บอกเท่าที่ผมบอกได้ แต่ว่าเรื่องบางเรื่องถ้าบอกแล้วเค้าจะต้องลงมาเพื่อไปกับเราตลอดผมไม่อยากให้เกิดขึ้น มันไม่ควรเกิดขึ้น มันเป็นความผิดพลาดของเรา  มีคำพูดของคุณพ่อที่เคยเตือน? มิตร : ผมเข้าไปในเรือนจำพ่อถามปรับตัวได้หรือยังลูก ผมพูดกับพ่อว่าผมปรับตัวได้ใจผมไม่อยากให้พ่อเครียด แต่พ่อรู้ทันทีเลยว่าผมปรับตัวไม่ได้หรอก แสดงว่าเครียด พ่อเลยพูดกับผมว่า วันนี้เรามาชดใช้เวรชดใช้กรรมแล้วอยู่ในนี้เราเดินผิดพลาดเราก็มารับผลขอลความผิด แต่เมื่อเราทำผิดเราทุกข์แล้วเราสำนึกแล้ว เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองนะลูก ไม่ใช่ลูกทุกข์ สำนึกกลับมาทุกข์วนอยู่แบบนั้น ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับลูก ลูกย้อนเวลาไม่ได้ แต่ลูกทำปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง วันนั้นแหละครับที่ทำให้ผมมีสติและปรับตัวได้ บางทีเราอยู่ตรงนั้นเราเครียด ไหนจะงานข้างนอกตอนนั้นผมมีคณะลิเกของผมไปเล่นกับน้องแป้ง ลิเกจะมีการรับงานไว้ล่วงหน้าข้ามปี เครียดมาก ทีมงานอีก วันที่ไปถึงเรือนจำ? มิตร : มันปรับตัวลำบาก มันไม่อิสระ มันไม่สบายเหมือนตอนเราอยู่บ้าน เข้าไปโดนรับน้อง? มิตร : รับน้องในเรือนจำมันมีหลายแบบ แบบที่ผมกลัวหรือแบบที่ทุกคนเคยได้ยินมาว่าหน้าอ่อนเข้าไป หน้าหวานๆเข้าไป มันจะมีเหตุการณ์อะไรหรือปล่าว สิ่งนั้นผมไม่เจอ ผมเจอรับน้องแบบอเมซิ่งมาก มาจากไหนไม่รู้ 7-8 คน ยกรางระนาดมาเลย มาตีให้ผมร้องลิเกในขณะที่ผมนั่งทำธุระอยู่ก็มี ใช้เวลานานเท่าไหร่ปรับตัวได้? มิตร : ประมาณ 1 เดือน ปรับตัวได้แล้วต้องมาเรียนรู้ชีวิตในนั้นอีก ก็ใช้เวลาอีกหลายเดือน จากวันนั้นที่พ่อมาพูดกับผม ผมก็ทำประโยชน์ให้กับเรือนจำ เรียกกชได้ว่าเป็นแกนนำของกิจกรรมนันทนาการทั้งหมด มีฝึกวิชาชีพให้ผู้ต้องขังเราได้วิชาจากในนั้นด้วยบางอย่าง บางครั้งในนั้นก้เรีกอาจารย์มิตร สิ่งนึงที่ผมรู้สึกเลยว่าเราประสบความสำเร็จอย่านึง ผู้ต้องขังในนั้นเค้าพูดกับผมว่า ขอบคุณที่ดึงเค้ามาทำกิจกรรมแบบนี้ในสถานที่แบบนี้เค้ายังได้ทำสิ่งดีๆซึ่งในชีวิตเค้าไม่เคยทำมาก่อน เค้ารู้เลยว่าเค้ามีศักยภาพที่จะทำอย่างอื่นโดยไม่ต้องกลับไปทำแบบเดิมอีก ค่ำคืนปีใหม่คือช่วงเวลาที่ผ่านไปได้ยากมาก? มิตร : อย่าว่าเฉพาะปีใหม่ทุกเทศกาล เทศกาลเราจะอยู่บนเวทีการแสดงของเราแต่ช่วงปีใหม่จะหนักมาก เราจะได้ยินเสียงพลุจากข้างนอก แต่วันนี้ไม่ใช่เราต้องนอนอยู่ในห้องขัง เราพยายามทำความรู้สึกให้เข็มแข็งแต่มันก็ปล่อยโฮทุกครั้งเวลาได้ยินเสียงงานข้างนอก เราก็ต้องยอมรับและเดินหน้าต่อ ครอบครัวไปหาตลอด? มิตร : ไปหาตลอด ไปเยี่ยมจนต้องบอกว่าไม่ต้องมาบ่อยขนาดนี้ เพราะเราเข้าใจว่าคนข้างนอกเป็นห่วง แต่เราสามารถอยู่ได้ เค้ามีงาน ยิ่งบอกเท่าไหร่ยิ่งมากันตลอด ไม่เคยร้องไห้ให้ที่บ้านเห็นเลย? มิตร : ไม่เคยเลยพอเยี่ยมญาติเสร็จเข้าไปร้องไห้ แต่เวลาครอบครัวมาไม่ร้องไห้ให้เห็นเลย กลัวเค้าจะคิดมาก จริงๆมันไม่ได้มีอะไร มันเป็นความรู้สึกคิดถึงกันใจเรารู้ว่าเค้าคิดถึงมาก แต่ไม่อยากให้เป็นห่วง เดี่ยวมันจะผ่านไปเวลาตรงนี้ มีครั้งนึงน้ำตาไหล เพราะพี่เอ พี่แอนมาร้องเพลง? มิตร : วันนั้นเป็นการเยี่ยมญาติใกล้ชิด มากันทั้งครอบครัว เค้าขึ้นไปร้องเพลงบนเวที ผมรู้สึกว่าผมคิดถึงฟิลนั้นมากแล้วมันไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้หรือยอมรับสถานการณ์ได้เลยก็ปล่อยโฮออกมาเลย เค้ามาร้องเพลงให้เราฟังในสภาพที่เราเป็นผู้ต้องขังมันไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเลย มันเป็นครั้งแรก และเป็นครั้งที่ผมคงจะไม่ลืม ได้พูดอะไรกับพี่ๆมั้ย? มิตร : พอเห็นหน้ามันรู้กันครับ รู้ใจกันเค้ารู้ว่าผมเป็นห่วงงานข้างนอก เค้าบอกงานข้างนอกพี่ดการหมดแล้วพ่อจัดการหมดแล้ว อยู่ให้สบายใจ ปรับปรุวตัวเอง แก้ไขตัวเองไป อยู่แบบนี้ให้มีความสุข เราอย่าเอาคุกในใจมาขังเราอีกที มันยาก แต่เมื่อสถานการณ์บีบมันทำได้ มีข่าวดีที่มาพร้อมดราม่า? มิตร : จากโทษ 6 ปี ผมอยู่จริงๆปี 6 เดือน มาพร้อมกับดราม่าว่ามีฐานะ มีชื่อเสียงก็กลับบ้านเร็ว มันเป็นสิ่งที่สังคมคิดได้และผมก็เคยคิดอย่างนั้นด้วยสมัยที่เราเคยดูข่าว แต่เมื่อเราเข้าไปอยู่ มันไม่ใช่มันหลายปัจจัยมาก มันเหมือนปาฏิหาริย์ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พระราชทานอภัยโทษถึง 2 ครั้งด้วยกันในระยะเวลาติดกัน ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันน้อยครั้งมาก มันเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวผู้ต้องขังตามชั้นได้ไปพร้อมกัน มันทำให้ทุกคนกลับเร็วขึ้น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือตัวเราถ้าเราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เร็ว แก้ไขตัวเองได้เร็วเราไม่ผิดกฎระเบียบเรากลับบ้านเร็ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการเข้าไปอยู่ในเรือนจำคืออะไร? มิตร : เค้ากลัวสิ่งที่เค้ายังไม่เผชิญมากกว่าคือการเปลี่ยนแปลง ผมเนี่ยกลัวมาก เพราะไม่รู้ว่าจะเป็นอยู่ยังไง สิ่งที่เราไม่เคยเผชิญมันคือความกลัว ที่ยากที่สุดคือตัวเอง ให้เราเข้าใจตัวเองจริงๆ จะว่ายากก็ยาก แต่ถ้าเรายอมรับได้มันจะง่ายมาก แต่ละวันจะช้ามาก ยิ่งตอนที่จะได้กลับบ้านช้าที่สุด อยู่ข้างในมีคนมาดีลให้ไปอยู่ในสังกัดมั้ย? มิตร : จริงๆผมเจอนะ แต่พอเราเข้าไปเราทำงาน เราทำงานให้เรือนจำ เราจะได้รับความเกรงใจจากพ่อบ้าน มันเลยไม่มาล้ำเส้นซึ่งกันและกัน แบบโหดๆผมไม่ได้เจอ เพราะแดนที่ผมอยู่คดีไม่รุนแรง เพราะเราก็ไม่ได้ทำตัวไม่ดีไปวางอำนาจ มีผู้ต้องหาชายมาจีบบ้างมั้ย? มิตร : เป็นเรื่องปกติ ด้วยความที่ผู้ชายไม่เจอผู้หญิงเลย บางคนอยู่เรือนจำนานๆจะมองผู้ชายสวย มันอยู่ที่การวางตัวของเราด้วย เราต้องแสดงจุดยืนของเราด้วย มันไม่สามารถเกิดอะไรได้ถ้าเราไม่ยินยอม วันที่ได้รับการปล่อยตัว? มิตร : มันเป็นวันที่ทั้งดีใจและไม่เชื่อว่าตัวเองได้ออกแล้วมากกว่า วันที่ได้เจอทุกคนในครอบครัวมันเป็นวันที่เรารอคอยมานาน พอได้กอดกันมันแทบไม่ต้องพูดอะไรเลยปล่อยโฮ มันมีความสุขและมีน้ำตา ตกผลึกเรื่องราวทั้งหมดเล่านี้ยังไงบ้าง? มิตร : ผมได้เรียนรู้โทษทัณฑ์ของคำว่าการใช้ชีวิตประมาท คำว่าประมาทอยู่รอบตัวของทุกคน แต่จะรู้ตัวหรือปล่าวเท่านั้นเอง ผมเลยได้สติจากเหตุการณ์ตรงนี้ มันทำให้ผมเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ วันนี้ผมไม่กล้าขอโอกาสจากสังคมว่าจะต้องยอมรับสิ่งที่มันเกิดขึ้น แต่ผมอยากให้เปิดใจตัดสินผมในอนาคตก็ได้ว่าผมเปลี่ยนแปลงหรือปล่าว แค่นั้นเองครับ ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama https://youtu.be/nxzbB2tJJLs คลิปสัมภาษณ์ มิตร มิตรชัย https://youtu.be/nxzbB2tJJLs ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ

ฟ้องไม่ฟ้อง “เอ๋ ปารีณา” เคลียร์ชัดโดน “โอ๋ ปารีเณ” ก็อปปี้นานแรมปี พร้อมเผยเส้นทางควงคู่เป็นดาว TikTok

วันนี้เอ๋ ปารีณา ขอเจอโอ๋ มาดามฟันนี่ เคลียร์ประเด็นฟ้องไม่ฟ้อง เรื่องก๊อปปี้มานานแรมปี พร้อมเล่าประสบการณ์เป็นไบโพลาร์จนเกือบฆ่าตัวตาย แถมยังเคยเปย์หนุ่มจนหมดตัวผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่องวัน31 ที่มีหนิง ปณิตา, ชมพู่ ก่อนบ่าย และอาจารย์เป็นหนึ่ง เป็นพิธีกรดำเนินรายการ พอเจอตัวเป็นๆ ความรู้สึกเป็นไงบ้าง? โอ๋ : จะโดนฟ้องไหม  เอ๋ : ฟ้องค่ะ เจอคุณโอ๋ครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง? เอ๋ : ดีใจค่ะ รู้สึกว่าเขาขาวมากเลย แล้วผิวสวยมาก ที่บอกว่าฟ้อง ฟ้องว่าอะไร? เอ๋ : แกล้งคะๆ โอ๋ : มันตื่นเต้นมาก พี่รอโอกาสนี้ 2 ปีกว่า พี่โอ๋มีชื่อเสียงจากสาย TikTok จากคุณเอ๋เลย? โอ๋ : เราดูคุณเอ๋เขาไปออกรายการฟาดกับคุณบุ๋ม ปนัดดา เรารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ยังไงเนี่ย ฉันต้องจัดสักนิดแล้ว ความที่เราเลิกเล่น TikTok ไปแล้วล่ะ แต่ทนไม่ไหวจริงๆ หมั่นเขี้ยว ก็เลยทำคลิปนึงออกมา ไม่คิดเลยว่ามันจะมียอดวิวเป็นล้าน พูดได้เลยว่าเป็นคลิปที่เปลี่ยนชีวิตพี่ TikTok ที่ชื่อว่าช่อง มาดามฟันนี่ คนก็เข้ามาคอมเมนต์เหมือนมากๆ ซึ่งเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าเราเหมือน แต่พอไปส่องกระจกดูแล้วเราทำตาลอยๆ ยิ้มอ่อนๆ พอคลิปแรกได้ 4 ล้านกว่าวิว ก็มีคลิปที่สอง คลิปที่สามต่อไปเรื่อยๆ ในใจโคฟไปโคฟมาฉันจะโดนฟ้องไหม ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ก็ทำมาเรื่อยๆ แล้วคิดว่าต้องมีสักวันแหละที่ได้เจอเขา นี่มันจะ 2 ปีแล้ว พูดได้เลยว่าคุยแซ่บshow เป็นรายการแรก ย้อนกลับไปหมั่นเขี้ยวยังไง? โอ๋ : ดูสิ หน้านิ่งๆ เขาเรียกว่าเพชรฆาตหน้านิ่ง เห็นหน้านิ่ง ยิ้มอ่อนๆ แบบนี้ร้องเรียนเก่ง ฟ้องเก่ง เราก็เลยจัดสักนิด พี่เอ๋ได้ดูคลิปของพี่โอ๋บ้างไหม? เอ๋ : ดูคลิปแรกก็หัวเราะ ชอบใจ แล้วเพิ่งจะรู้ตัวว่าเราเป็นคนตาลอย ปากเจ่อๆ ดูแล้วแบบเหมือนมากเลย เราก็กดเลิฟให้ แล้วก็กด 55555 โอ๋ : เราไม่รู้ด้วยว่าเขาตาลอย ยิ้มอ่อน พอเราดูเขามากๆ เหมือนกับคาแรคเตอร์ของคุณปารีณาเข้ามาประทับร่างเราเอง เสียงก็มา อยู่ดีๆ ทำไมไปไลฟ์กัน 2 คน? เอ๋ : พอดีช่วงนั้นเพิ่งถูกคำพิพากษา แล้วมีคนโทรศัพท์มาให้กำลังใจเยอะมาก แล้วไปเจอไลน์ของคุณโอ๋ทักมาให้กำลังใจ แล้วเรากำลังดาวน์ เลยโทรกลับไปคุย เขาก็บอกว่าเล่น TikTok ไหมจะได้ไม่เครียด เชิญเข้ามาในไลฟ์เขาก็เลยเข้ามา โอ๋ : จะบอกว่าคุณเอ๋เนี่ย เขาว่างปุ๊บเนี่ย เขาจะโพสต์คลิปลง TikTok อยู่แล้ว แล้วยอดวิวมันปังมาก ยอดวิวปังกว่ามาดามฟันนี่อีก แล้วมีข่าวว่าที่เขาบอกว่าเขาตกงาย แล้วเขาดาวน์ เหมือนจะเป็นซึมเศร้า คือเรามีไลน์ ปกติไม่ได้คุยกันหรอก ก็ไลน์ไปให้กำลังใจ บอกว่าคุณเอ๋ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ได้เป็นนักการเมือง งานอย่างอื่นมีตั้งเยอะ เป็นดาวน์TikTok ก็ได้ เหมือนพี่เนี่ย พี่ไลฟ์แล้วได้เงินนะ คุณเอ๋เป็นเหมือนอินฟูเรนเซอร์ได้นะ พี่เป็นกำลังใจให้ ก็พยายามให้กำลังใจ นางก็โทรมาบอกว่า ไม่ทราบว่าไลฟ์ TikTok ได้เงินเหรอคะ พี่บอกว่าได้ๆ ถ้ามีคนส่งของขวัญให้มันเป็นเงินนะ พี่ก็เลยบอกว่าเอาอย่างนี้มาไลฟ์กับพี่ เดี๋ยวจะเห็นเลยว่าเดี๋ยวมันจะมีสติ๊กเกอร์ของขวัญมากมาย วันนึงนางก็ทักมากดขอไปแล้วไม่เห็นรับเลย ฉันบอกจะรู้ได้ไงคนมาดูกันเต็มเลย ไม่รู้คนไหนปารีณา พอเห็นก็อ่อๆ ได้ๆ พอขึ้นมา ก็สวัสดีค่ะ สักพักเริ่มมีคนส่งสร้อยเพชร ดอกกุหลาบตุ๊กตาหมี อุ้ย...ได้เงินด้วย คุณเอ๋ต้องฝึกนะ อ่านคอมเมนต์ด้วยอ่านชื่อ ก็จะมีคนคอมเมนต์มาแซวๆ ก็ต้องถามเขา ว่าเขารู้สึกยังไงที่มาไลฟ์แล้วมีคนส่งกำลังใจ พอได้ไปไลฟ์กับพี่โอ๋ แล้วเป็นคนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตเราช่วงที่มันดิ่งๆ มีรอยยิ้มขึ้นมาได้? เอ๋ : เป็นช่วงเวลาที่กำลังสับสน ไม่รู้ไปทางไหน ทกอะไรดี เข้าไปไลฟ์ก็มีคนเข้ามาดูเยอะ มีของขวัญด้วย ก็ดีใจ พอเป็นดาว TikTok พี่เอ๋น่ารักสดในขึ้นมาก? เอ๋ : จริงๆ เล่น TikTok มานานแล้ว โพสต์สุดท้ายนี่มัน 3.6 ล้าน แต่ว่าก่อนหน้านี้มันมี 15 ล้าน 10 ล้าน เอ๋อยู่ในโซเชียลแล้วเกิดมาในโซเชียล ตอนที่เราเครียดๆ เรานึกยังไงถึงรับคำชวนของพี่โอ๋? เอ๋ : ช่วงนั้นใครโทรมาคุยหมด พอดีพี่โอ๋เขาไลน์เข้ามา ตอนนี้ส่วนตัวกำลังใจดีขึ้นหรือยัง? เอ๋ : ตอนนี้สภาพจิตใจดีขึ้นมากๆ  พี่เอ๋เป็นดาว TikTok แล้วสนใจเป็นดาวในวงการบันเทิงไหม? เอ๋ : อยากเล่นบทนางร้าย หรือไม่ก็พวกคนโรคจิต ตอนพี่โอคัฟเวอร์เป็นแม่สิตางคุ์คนดูเป็นยังไง? โอ๋ : ไม่มีคน ฉันอยากจะร้องกรี๊ดเลย ไม่มีเลยยอดวิว พอเป็นคุณเอ๋ ปารีณา มาเลยหลักล้านตลอด คัฟเวอร์เยอะขนาดนี้กลัวโดนฟ้องไหม? โอ๋ : กลัวทุกวัน ถ้าสมมติพี่โอ๋เขาโคฟเวอร์แล้วเขาโดนฟ้อง แล้วเขามาขอความช่วยเหลือพี่ พี่จะช่วยเขาไหม? เอ๋ : ค่ะ บอกให้เขาทำใจ เพราะว่าโทษมันไม่ร้ายแรง โทษมันไม่มีจำคุกหรอก รอลงอาญา อะไรที่มันสั่งจำคุกมันรอหมด ไม่ต้องเป็นห่วง เห็นว่าพี่โอ๋ตอนแรกๆ คัฟเวอร์เป็นพี่เอ๋ กลัวจริงๆ ว่าเขาจะเกลียดเรา แล้ววันนี้พอได้คุยกันคลายความกังวลตรงนี้ไหม? โอ๋ : ดูจากสีหน้าเขาใช่จะรักเรานะ ก็กลัวจริงๆ เพราะว่าการไปล้อเลียนคนอื่น บางทีเราไม่รู้ว่าเขาจะขำกับเราด้วยไหมแล้วบางประเด็นมันก็ละเอียดอ่อน เราก็ต้องเสี่ยงที่จะทำให้มันดูน่ารักๆ พองาม เอ๋รักโอ๋ไหม เอ๋ : รักที่สุดค่ะ  เห็นว่าเวลาไลฟ์ด้วยกัน รายได้หลักแสนจริงไหม? โอ๋ : ถ้าทำจริงๆ นะคะ สม่ำเสมอมันสามารถถึงแสนได้ ก็คือคนที่มีศักยภาพในการที่จะทำให้เอฟซีรัก อย่างพี่ไลฟ์มาประมาณเดือน สองเดือน ก็พูดจริงๆ เคยได้รายได้เป็นแสนจากของขวัญ เพราะเหตุนี้จึงบอกคุณเอ๋ว่าถ้าไม่มีอะไรทำว่างๆ ก็ไลฟ์ เขาก็ลองไลฟ์สด พอพี่ไลฟ์สดมันเป็นไปตามที่พี่โอ๋บอกไหม? เอ๋ : เป็นค่ะ เมื่อวานนี้ก็มีไลฟ์ 1 ชม. ก็ได้มา 7 พัน ในเรื่องของการเมืองพี่โอ๋ได้ให้กำลังใจพี่เอ๋บ้างไหม? โอ๋ : ก็บอกว่าประตูบานนึงปิดอีกบานนึงเปิด ก็อยากให้คุณเอ๋ให้โอกาสกับตัวเอง บางทีเขาไม่เห็นประสิทธิภาพตัวเองเพราะในวงการบันเทิงต้องมีแมวมองมาเห็น ผู้จัดมาเห็น บางทีเขาจะเห็นแววเล็กๆ น้อยๆ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเอ๋จะบึดติดว่าจะต้องเป็นแค่นักการเมือง บางทีมันยังมีตำแหน่งหน้าที่การงานอื่น คุณอาจจะปังกว่านั้นก็ได้ หัวใจของพี่เอ๋ถ้าพูดในเรื่องการเมืองดีขึ้นหรือยัง? เอ๋ : ตอนนี้ก็ทำใจแล้วว่ามันเป็นคำพิพากษาตลอดชีวิต พี่โอ๋เคยเป็นซึมเศร้าหนักๆ มา? โอ๋ : เป็นซึมเศร้า ไบโพลาร์ จริงๆ เป็มมา 10 ปี ไม่รู้ตัว แล้วลาออกจากงาน ซึ่งเงินเดือนดีมาก ไปหาคุณหมอ กินยาเข้าไปมันปลดล็อกอะไรบางอย่าง ใช้เงินเยอะมาก ไปซื้อวิก ซื้อชุดผู้หญิง รองเท้าส้นสูง หมดไปเป็นแสน แล้วเอาซ่อนไว้ใต้เตียง ไม่รู้ทำไมซื้อ จนอยู่ดีๆ โควิดมาก็เลยหยิบโทรศัพท์มาเล่นติ๊กต๊อก แล้วก็โคฟเป็นคุณเอ๋ หลังจากนั้นก็เริ่มหยิบวิก ชุดมาเล่น TikTok  ทีนี้ใส่ครบทุกชุดเลย แล้วก็อาการดีขึ้น  เห็นว่าก่อนที่ไม่ได้พบคุณหมอเคยคิดฆ่าตัวตายด้วย? โอ๋ : ทุกวันค่ะ เพราะว่าคนเป็นโรคไบโพลาร์มันเป็นคนอารมณ์ 2 ขั้วเนอะ สมัยตอนเราเป็นหนุ่มสาวเราก็กลัวเจ็บ กลัวความตาย แต่ไบโพลาร์บางคนจิตมันจะสั่งการ อยากกระโจนเข้ากำแพง มันมีความรู้สึกแบบนั้น แล้วเราก็คิดถึงมันทุกวัน เราคิดว่ามันผิดปกติ เราก็เลยไปหาหมอ แต่พอเราได้ดึงตัวเอง โฟกัสการใช้ชีวิตใหม่ มันทำให้เราลืมความเครียดวันละ 1-2 ชม. จากการเล่น TikTok ก็กลายเป็นว่ามันเยียวยาเรา จุดเริ่มต้นเกิดจากอะไร? โอ๋ : เราเครียดทุกคน แต่เราไม่รู้ว่ากระปุกออมสินของความเครียดมันจะเต็มเมื่อไหร่ บางคนอาจจะแข็งแรงในเชิงทางจิต ของพี่สมมติผ่านมา 20 ปีมันไม่ไหวมันก็ระเบิด ณ ปัจจุบันยังต้องทานยาอยู่ไหม? โอ๋ : ไม่ทานแล้ว แล้วพี่ก็เล่น TikTok พอรู้สึกว่าตัวเองเครียดก็จะดึงตัวเองมาทำอะไรบางอย่างที่เยียวยาตัวเอง เรื่องนี้คุณเอ๋ก็ทราบ เขาเคยให้กำลังใจพี่ผ่านรายการทีวี เห็นว่าเปย์ผู้ชายจนหมดตัว? โอ๋ : ไม่เคยเหรอคะ เราก็อยากให้สิ่งที่เขาขาดให้กับเขา ชดเชยไป ชดเชยมา หลายๆ คน พอรวมๆ ก็เกินล้าน แสดงว่าไม่ได้โดนหลอกแค่คนเดียว? โอ๋ : ไม่ใช้คำว่าหลอก ใช้คำว่าเต็มใจ จริงๆ มันเป็นวิธีที่ผิด เราไม่ควรใช้เงินซื้อใคร พี่เอ๋เคยไหม? เอ๋ : ไม่เคยค่ะ เพราะขี้เหนียว ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama https://youtu.be/8GkcNJmPxCM คลิปสัมภาษณ์ เอ๋ ปารีณา - โอ๋ ปารีเณ  https://youtu.be/8GkcNJmPxCM -- ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ

อนุวัติ เปิดใจ หลังถูกเม้าท์ เนรคุณ ทิ้งช่องเก่าที่ร่วมงานกันมาถึง 15 ปี

อนุวัต เฟื่องทองแดง เปิดใจหลังร่วมงานครั้งแรกกับช่องวัน 31 พร้อมเคลียร์ถูกกล่าวว่าเณรคุณออกมาจากช่องเก่าหลังร่วมงาน 15 ปี ปัดเป็นแฟนกับแยม ฐาปนีย์ เผยถึงแฟนอายุน้อยกว่า 15 ปี ไร้ปัญหา ยันเข้าใจที่ตนต้องทำงาน 7 วัน  ทุกประเด็นในรายการคุยแซ่บSHOW ออกอากาศทางช่องวัน 31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และเป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ บ้านใหม่เป็นยังไงบ้าง? อนุวัต : ยังปรับตัวอยู่เยอะเลย เมื่อก่อนทำงานเช้าไปต่างจังหวัด แต่ตอนนี้ทำงานทุกวัน 24 ชั่วโมง "ทำงานทุกวันเพื่อนความเป็นวันของเรา"  อยู่ช่องเก่ามานาน จะย้านที่ตัดสินใจนานมั้ย? อนุวัต : 15 ปีครับ ตัดสินใจนานเป็นปี มันผูกพันธ์มาก ไม่รู้จะคิดยังไง ไม่รู้จะทำยังไงดี บอกใครก็ไม่ได้นั่งคิดคนเดียว อะไรจุดประเด็นว่าต้องออกจากที่นี่แล้ว? อนุวัต : มันต้องหาอะไรใหม่ในชีวิตบ้างเราเป็นคนโลดโผน อยากมีเส้นกราฟชีวิตตื่นเต้น หวือหวา ได้คิดอะไรใหม่ๆได้ทำอะไรใหม่ๆบ้าง คนจีบเยอะ ทำไมตัดสินร่วมงานกับช่องวัน? อนุวัต : ถ้าพูดถึงตัวเงินเอาเงินเป็นที่ตั้ง คนพูดว่ามาซื้อตัวอนุวัติไปตั้งนานแล้ว แต่ช่องวันสม่ำเสมอมากในการชวนชวนทุกปี เสมอต้นเสมอปลาย เลยตัดสินใจมาวัน มีดราม่าแฟนคลับบอกย้ายช่อง เท่ากับเณรคุณหรือปล่าว? อนุวัต : ไม่เณรคุณหรอก ใครจะคอมเม้นท์ยังไง ผมอ่านทุกคอมเม้นท์ ผมอ่านหมด  ผมรู้สึกว่าต่างคนต่างความคิด ผมไม่ว่าอะไรเค้าเลย ขอบคุณด้วยที่เค้าติดตามเราเค้าถึงสนใจในตัวเรา เสียใจมั้ย? อนุวัต : ไม่รู้สึกเสียใจและไม่ว่าด้วย ถ้าเค้ารู้ความจริงทั้งหมดเค้าจะไม่ว่าอนุวัตเลย ถ้าเค้ารู้ทุกอย่าง คนในช่อง ๅๅเองคือยินดี เหมือนเป็นบ้านเราครอบครัวเราเข้ามากอด ทุกคนอวยพร แล้วเข้าไปกอดกับผู้ใหญ่ร้องไห้นะ เค้าบอกพี่ดีใจกับหนูด้วย จบกันด้วยดี จบสวยมั้ย? อนุวัต : จบได้สวยครับ วันที่ผมลาผมก็ไปลาผู้ใหญ่ทุกคนที่ผมรักและเคารพ ลาทุกแผนก  มีคอมเม้นท์ไหนที่อ่านแล้วรู้สึกแย่? อนุวัต : อ่านแล้วเฉยๆมากเลย ผ่านอะไรมาเยอะแล้ว เรารู้สึกว่ามันเป็นธรรมดา แต่ที่เราสนใจและใส่ใจคือข้อความที่ให้กำลังใจ มันสร้างพลังบวกให้มากเลย ส่วนใครที่มาลบกับเราเราไม่ค่อยเท่าไหร่ จะอคติกับผมผมไม่ว่า แต่อยากให้ทุกคนเปิดใจ  ทำงานข่าวมา 20 ปี เคยโดนตามมาว่าถึงห้องข่าว? อนุวัต : ไม่หรอก มันมีหลายข่าวที่โดนผู้ใหญ่ข้างนอกตำหนิ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่มียศมีตำแหน่ง ตอนนั้นเป็นสัญจร แต่พอเราอธิบายให้ฟังก็ไม่มีอะไร เคยโดนขู่ และยัดของเป็นกางในผู้หญิงด้วย? อนุวัต : ตอนนั้นยังอยู่ itv กับคุณแยม ไปทำข่าวต่างจังหวัดนัดเจอคุณแยม ฐาปนีย์ นอนห้องเดียวกัน 3 คน ก็ลงไปกินข้าว เราก็เก็บของบางส่วนที่เหลือแม่บ้านเก็บให้ พอกลับไปบ้านเราก็รื้อของออก เจอกางเกงในสีเขียว เราก็โทรไปหาของใครของแยม เป็นแฟนกับแยม? อนุวัต : มันคงฟ้าผ่า มันไม่มีทางเป็นไปได้ เจอกันตอนทำข่าวก็เล่นกัน แต่ตอนทำข่าวมีแฟน โดนสวมเขา? อนุวัต : ไม่มี ไม่โดน ใครจะมาเป็นแฟนผมต้องทำใจแหละเพราะผมทำงาน 7 วันเต็ม อาจจะไม่มีเวลาให้เค้า ถ้าเราไม่มีเวลาให้เค้าเค้าอาจจะไปมีคนอื่นเป็นเรื่องธรรมดามาก ไม่ว่าเค้าเพราะความผิดอยู่กับเรา ผมไม่เคยปิดมีแฟนแล้วคนนี้เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว แฟนอายุห่างมั้ย? อนุวัต : ผมเป็นคนที่มีสเป็คเดียวคือแฟนต้องอายุน้อยกว่า น้อยกว่า 15 ปี ผมเป็นคนขี้อ้อน ทำไมไม่เปิดตัว? อนุวัต : กับเพื่อน กับครอบครัว กับทุกอย่างเค้าไปกับผมหมด แล้วไม่จำเป็นว่ามีแฟนแล้วต้องมารู้จักว่าแฟนคือใครอะไรยังไง กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราไปแล้ว ฝากผลงาน? อนุวัต : ตอนเช้าตื่นมา ตี 5.30-08.00 น. ข่าวเช้าช่องวัน เที่ยง 11.15 น. เสาร์อาทิตย์ถ้าเบื่อๆเหงาๆ อยากไปตะลุยก็มีรายการ อนุวัตทั่วไทย ไปเที่ยวทั่วไทยหาของแปลก ทุกวันเสาร์ 10 โมงเช้าครับ ฝากติดตามผลงานด้วยนะครับ ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama https://youtu.be/VD_Ru1h7_YA คลิปสัมภาษณ์ อนุวัต เฟื่องทองแดง https://youtu.be/VD_Ru1h7_YA ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ

ทาทา ยัง โนแคร์คนเม้าท์เรื่องรูปร่าง ลั่นฉันจะเป็นคนอ้วนที่หน้าสวย!

วันนี้นักร้องสาวมหัศจรรย์ และยังเป็นคนไทยคนแรกที่โด่งดังไกลระดับโลก สร้างปรากฎการณ์ระดับอินเตอร์มากมาย สำหรับ ทาทา ยัง และตอนนี้กับบทบาทคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ไม่เคยปิดกั้นความรักใหม่ โดยเธอจะมาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง วัน31 ที่มีบูม สุภาพร และ ชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ อัปเดตน้องเรหน่อย ตอนนี้ อายุเท่าไหร่แล้ว?ทาทา : 6 ขวบแล้ว เด็กสมัยนี้เขาโตเร็วมาก เขาชอบดูแบบร้องเพลง...

เรื่องแนะนำ !!

“แพรว-โยโย่”คว้า มิส แอนด์ มิสเตอร์ ซูปร้าเนชันแนล ไทยแลนด์ ประจำปี 2022” (Miss & Mister Supranational Thailand 2022)...

เมื่อค่ำคืนวันที่ 20 พ.ค.2565 ที่ อัลตร้า อารีน่า (Ultra Arena) โชว์ ดีซี เมกะคอมเพล็กซ์ บริษัท พอสสิเบิลดรีม 789 จำกัด โดย 3 เนชันแนล ไดเร็คเตอร์ ผู้ถือลิขสิทธิ์การประกวด “มิส แอนด์ มิสเตอร์ ซูปร้าเนชันแนล ไทยแลนด์ ประจำปี 2022”...

“Conan Gray” ศิลปินขวัญใจชาว GEN Z ปล่อยซิงเกิลใหม่ “Yours” พร้อมเอ็มวี และข่าวดีฝากแฟนเพลง สามารถพรีออเดอร์อัลบั้มดิจิตอล “Superache” ได้แล้ววันนี้!

“Conan Gray” นักร้อง นักแต่งเพลง ระดับเจ้าของรางวัลแพลทินัมขวัญใจชาว Gen Z เปิดตัวซิงเกิลใหม่ “Yours” มาพร้อมเอ็มวี ซิงเกิลนี้เป็นอีกหนึ่งซิงเกิลจากอัลบั้มชุดที่สองอย่าง “Superache” ที่มีกำหนดปล่อยออกมาในวันที่ 24 มิถุนายนที่จะถึงนี้ โดยแฟนเพลงสามารถ pre-save อัลบั้มล่วงหน้าได้แล้วที่นี่ เมื่อเดือนที่ผ่านมา “Conan Gray” ได้ปล่อยเพลง “Memories” โดยเพลงดังกล่าวมีการสตรีมผ่านทาง Spotify มากกว่า 19 ล้านครั้ง และมียอดดูเอ็มวีบน YouTube มากถึง 4 ล้านเลยทีเดียว ในส่วนของ “Superache” ที่มีทั้งหมด 12 เพลง ได้รับการโปรดิวซ์ และร่วมแต่งเนื้อร้องโดย “Dan Nigro” โปรดิวเซอร์คู่ใจ และศิลปินนักร้องนักแต่งเพลงควบตำแหน่งโปรดิวเซอร์อย่าง “Julia Michael”s ในเพลง “The Exit” / “People Watching” และ  “Disaster” นอกจากผลงานเพลงที่ออกมาให้แฟน ๆ ติดตามอย่างไม่ขาดสาย “Conan...

ทีเอ็มบีธนชาต เพิ่มบริการเปิดบัญชีเงินฝากออนไลน์ ผ่านแอป “ttb touch” เวอร์ชันใหม่ ยืนยันตัวตนง่ายที่ 7-Eleven ทั่วประเทศ

กรุงเทพฯ 20 พฤษภาคม 2565 – ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) ยกระดับแอปพลิเคชัน ทีทีบี ทัช (ttb touch) เวอร์ชันใหม่ ให้สมาร์ทขึ้นไปอีกขั้น เพิ่มบริการการเปิดบัญชีเงินฝากออนไลน์ผ่านแอป ttb touch ด้วยการจับมือกับเคาน์เตอร์เซอร์วิส ขยายช่องทางการยืนยันตัวตนได้ง่ายขึ้น โดยเปิดให้บริการที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียว ไม่มีค่าธรรมเนียมในการเปิดบัญชี...