RED SPARROW

ข้อมูลงานสร้างภาพยนตร์

การเดินทางของนกกระจอก

เมื่อเจสัน แมทธิวส์ ผู้เขียน Red Sparrow สิ้นสุดการทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอหลังจากทำงานมานานสามสิบสามปี เขาพบว่าตัวเองไม่พอใจการอยู่เฉยๆ หลังเกษียณ เนื่องจากมีเวลาเหลือมากมาย แมทธิวส์จึงหันมาทำงานเขียนเป็นอาชีพที่สอง “อาชีพเดิมของผมต้องออกไปสัมผัสอะไรมากมายครับ พอเลิกทำงานก็เลยมีช่องว่างเหลือให้ใส่อะไรลงไปได้อีกเยอะ” แมทธิวส์กล่าวถึงการปรับตัวหลังเลิกเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอ “ถ้าไม่เล่นหุ้น ก็ตกปลา หรือไปเดินเล่น การเขียนหนังสือก็เป็นการบำบัดอย่างหนึ่งเหมือนกิจกรรมอื่นๆ นั่นละครับ” ในฐานะนักอ่านที่ติดตามงานของจอห์น เลอ คาร์เร และเอียน เฟลมมิงมายาวนาน เขาได้เริ่มต้นเขียนนวนิยายเรื่อง Red Sparrow ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปี 2013 และกลายเป็นหนังสือขายดี รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของนวนิยายไตรภาค โดยมี Palace of Treason เป็นภาคที่สอง และ The Kremlin’s Candidate กำลังจะตามมา

แม้ว่าโลกของ Red Sparrow เป็นโลกที่แมทธิวส์คุ้นเคยดี แต่ตัวละครหลักของนวนิยายเรื่องนี้เป็นผลลัพธ์จากการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ หลังประสบอุบัติเหตุร้ายแรง โดมินิกา อีโกโรวา ซึ่งในภาพยนตร์รับบทโดยเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ได้ออกจากคณะบัลเล่ต์บอลชอยและถูกบังคับให้เข้าโรงเรียนของรัฐที่ฝึกให้เธอใช้เสน่ห์ทางเพศบงการผู้อื่น “โดมินิกาเป็นตัวละครจากจินตนาการเป็นหลักซึ่งแตกต่างจากตัวละครอื่นๆ ในหนังสือครับ” แมทธิวส์กล่าว “ผมเองก็อยากพบคนแบบโดมินิกาเหมือนกัน เธอเป็นนักเต้นบัลเล่ต์อาชีพจนกระทั่งจำเป็นต้องออกมา จากนั้นก็ถูกบังคับให้เข้าโรงเรียนสแปร์โรว์”

แมทธิวอาจไม่เคยพบโดมินิกาตัวจริงระหว่างทำงานกับซีไอเอ แต่โรงเรียนสอนการหว่านเสน่ห์นั้นเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกสายลับโซเวียตจริงๆ “ในสหภาพโซเวียตมีโรงเรียนสอนหญิงสาวให้รู้จักศิลปะของการล่อลวงและ

ยั่วยวนเพื่อแบล็คเมลเป้าหมายในงานสายลับ” แมทธิวส์อธิบาย “มีโรงเรียนสแปร์โรว์อยู่ที่เมืองคาซาน ริมฝั่งแม่น้ำโวลกา ที่นั่นหญิงสาวจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นผู้ปรนเปรอทางเพศ พวกเธอถูกเรียกว่า ‘สแปร์โรว์’ (นกกระจอก)”

ในที่สุดการฝึกของโดมินิกาก็ได้นำเธอไปพบกับเจ้าหน้าที่ซีไอเอ เนท แนช ซึ่งในภาพยนตร์รับบทโดยโจเอล เอ็ดเจอร์ตัน แมทธิวส์อธิบายความรักที่ไม่ธรรมดาระหว่างเนทกับโดมินิกาว่า “พวกเขาตกหลุมรักกันอย่างช่วยไม่ได้ นับเป็นเรื่องอันตรายและต้องห้ามสำหรับเขา ก็เหมือนโรมิโอกับจูเลียต มันเป็นความรักที่ไม่มีทางจบอย่างสวยงาม”

เมื่อต้นฉบับเรื่อง Red Sparrow เดินทางไปถึงสำนักงานของ Chernin Entertainment ผู้อำนวยการสร้าง ปีเตอร์ เชอร์นิน, เจนโน ท็อปปิง และเดวิด เรดี ติดใจนวนิยายของแมทธิวส์ และรีบคว้าสิทธิ์ในการพัฒนาบทภาพยนตร์จากหนังสือเล่มนี้

“ความน่าสนใจประการแรกคือการที่เจสันเคยเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอ รวมถึงเรื่องที่ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายเล่มแรกของเขา” เชอร์นินกล่าว “ระหว่างที่เราดำดิ่งลงไปในเรื่องราว เราก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องราวสายลับนี้แปลกใหม่และมีเอกลักษณ์โดดเด่นมากที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมา”

“แล้วเราก็ชอบที่ได้เห็นเรื่องราวสายลับเกี่ยวกับตัวละครที่ไม่ใช่บอร์น ไม่ใช่บอนด์ และไม่ใช่ตัวละครของเลอ คาร์เรด้วย” ท็อปปิงเสริม “ที่จริงแล้วโดมินิกาเป็นพลเรือนที่ถูกบังคับให้ร่วมแผนการลับ เธอต้องฝึกฝนการเป็นสายลับเพื่อการอยู่รอดและเพื่อปกป้องแม่ของเธอ”

ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ ได้รับหนังสือเล่มนี้ขณะกำลังทำงานขั้นตอนสุดท้ายใน The Hunger Games: Mockingjay, Part 2 ผู้ช่วยผู้อำนวยการสร้าง คาเมรอน แม็คโคโนมีเล่าว่า “เราทั้งคู่อ่านหนังสือเล่มนี้พร้อมกัน ทุกๆ วันเรายิ่งพบว่าตัวเองตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ จากเรื่องราวที่ได้อ่านเมื่อคืนก่อน”

“ผมตกหลุมรักหนังสือทันทีเลยครับ” ลอว์เรนซ์กล่าว “มันแปลกใหม่ในแง่ของเรื่องราวสายลับ และผมก็ตกหลุมรักตัวละครโดมินิกา อีโกโรวา รวมถึงการเดินทาง เรื่องราวส่วนตัว และสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่เธอต้องเผชิญในเรื่องนี้ ผมมักสนใจตัวละครที่โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา และเรื่องนี้ก็เน้นไปที่ตัวละครที่โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงามากๆ นอกจากนี้ งานนี้ยังน่าตื่นเต้นเป็นพิเศษหลังจากที่ผมทำหนัง Hunger Games ไปสามภาคในเวลาห้าปี เพราะ

เป็นการทำสิ่งที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่เรื่องราว สภาพแวดล้อมในเรื่อง โทนหนัง และเรตของหนัง มันน่าสนใจจริงๆ ครับ”

“ฟรานซิสทำหนัง Hunger Games ร่วมกับเจนมาแล้วสามภาค พอเขาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เขาก็คิดทันทีว่าน่าจะเป็นการร่วมงานกันครั้งต่อไป” เชอร์นินกล่าว “จากจุดนั้นเราก็ต้องหานักแสดงมาเล่นคู่กันซึ่งเราได้โจเอลที่เราเคยทำงานด้วยมาก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับมัทธีอัสซึ่งเราก็เคยทำงานด้วย เราตัดสินใจเลือกนักแสดงอายุน้อยกว่าที่กำหนดเอาไว้เดิมในบท โดยเราคิดว่าจะช่วยสร้างความแตกต่างในแง่ความสัมพันธ์กับเจน”

หลังจากฟรานซิส ลอว์เรนซ์ เข้ามาร่วมงานนี้ เขาก็ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับมือเขียนบท จัสติน เฮย์ธ ”หนังเรื่องนี้มีกระบวนการพัฒนาที่ไม่เร่งรีบ” เรดีกล่าว “เราใช้เวลาปรับแต่งรายละเอียดต่างๆ ฟรานซิสรู้ดีว่ามันจะเป็นผลงานเรื่องต่อไปของเขา และเขาต้องการให้บทภาพยนตร์สะท้อนภาพให้ตรงกับที่เขาคิดเอาไว้ เป็นการทำงานที่เราได้ถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการถ่ายทำให้เกิดเป็นผลสำเร็จออกมาจริงๆ”

“ผมเคยทำงานกับจัสตินมาก่อน” ลอว์เรนซ์เสริม “และเขาก็เห็นภาพหนังไปในทิศทางเดียวกันกับผม บางครั้งในการทำงานเรื่องราวอาจไม่ปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน และการดัดแปลงหนังสือเป็นบทภาพยนตร์ก็ใช่ว่าจะออกมาได้ง่ายๆ อย่างที่คนคิดกัน แต่เรื่องนี้ประสานกลมกลืนกันได้พอดี จัสตินกับผมทำงานกันอย่างหนักและใช้เวลาหลายชั่วโมงทำงานร่วมกันราวหกเดือนจึงได้ฉบับร่างมา แต่ก็ไม่ถึงกับยากลำบากอะไรครับ ทุกอย่างได้ผลและสอดประสานเข้าด้วยกันดี”

นับตั้งแต่ลอว์เรนซ์ได้อ่านหนังสือ เขาก็รู้ว่าเป้าหมายหลักคือจะต้องคงองค์ประกอบหลักในเรื่องราวเดิมที่แมทธิวเขียนเอาไว้ “แน่นอนว่ามีเรื่องเพศอยู่ในหนังสือเล่มนี้” ลอว์เรนซ์กล่าว “และแน่นอนว่ามีความรุนแรงในหนังสือเล่มนี้ สิ่งเหล่านี้ได้รับการนำเสนอออกมาอย่างกล้าหาญและผมก็ต้องการให้เราถ่ายทอดมันออกมาให้ได้ เรื่องที่ผมกับจัสตินทำงานกันอย่างหนักและจากนั้นผมกับเจนนิเฟอร์ก็ต้องมาดูแลต่อก็คือการทำให้สิ่งเหล่านี้ออกมาดูจริง ไม่ใช่แค่การนำเสนอให้ดูรุนแรงโดยไม่จำเป็นหรือเป็นการขายเรื่องเซ็กส์และความรุนแรง เราไม่ได้คิดที่จะสร้างหนังเขย่าขวัญเชิงอีโรติกหรือหนังกระตุ้นอารมณ์ทางเพศไม่ว่าในแง่ใดๆ เราต้องการให้เนื้อหาเหล่านี้กลมกลืนกับ

เรื่องราวและสถานการณ์ที่ตัวละครประสบอยู่ ดังนั้นเราจึงดูแลเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ ภาพเปลือย หรือความรุนแรงอย่างระมัดระวังเพื่อให้ได้โทนที่เหมาะสม”

“หนังเรื่องนี้ว่าด้วยการเดินทางของตัวละครตัวเดียว เป็นคนที่พบว่าตัวเองถูกบงการด้วยพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองมาก” เฮย์ธกล่าว “โดมินิกาได้รับบาดเจ็บและคุณอาของเธอก็ได้ดึงเธอเข้ามาสู่โลกของสายลับ เป็นโลกที่ใช้เสน่ห์ทางเพศเป็นอาวุธโดยเธอถูกฝึกให้ใช้เสน่ห์ยั่วยวนเพื่อบรรลุเป้าหมาย แต่เธอเป็นคนตรงไปตรงมาและซับซ้อนเกินกว่าจะใช้เสน่ห์หลอกล่อผู้อื่น และเธอก็ได้เปลี่ยนกฎเกณฑ์ต่อคนที่บังคับเธอให้เข้ามาสู่โลกใบนี้”

แมทธิวส์นำความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคมาช่วยในการดัดแปลงบทของเฮย์ธ “เขาเป็นนักเขียนที่มีความสามารถน่าทึ่งครับ” เฮย์ธกล่าวถึงแมทธิวส์ “องค์ประกอบทางเทคนิคหลายส่วนในพล็อตเรื่องก็ได้มาจากในหนังสือ ถ้าเราจะสร้างอะไรขึ้นมาใหม่ เจสันก็พร้อมที่จะให้คำแนะนำเชิงเทคนิคทางโทรศัพท์ หรือไม่เขาก็ช่วยอ่านบทแล้วให้ความเห็นซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากเลย เราโชคดีที่มีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในกระบวนการบ่มเพาะงาน”

ผู้อำนวยการสร้าง ปีเตอร์ เชอร์นิน กล่าวเห็นด้วย “เจสันช่วยให้ความเห็นในร่างบทภาพยนตร์หลายร่างอย่างละเอียด โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความถูกต้องและความน่าเชื่อถือในยุทธวิธีของเนท โดมินิกา และบรรดาสายลับของทั้งสองฝ่าย ฯลฯ”

ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ สนับสนุนให้แมทธิวส์เข้ามามีส่วนร่วมตลอดการพัฒนาบท “ตอนอ่านหนังสือ ผมชื่นชอบความสมจริงในโลกที่เจสัน แมทธิวส์สร้างขึ้นมา” ผู้กำกับรายนี้กล่าว “มันตรึงความสนใจผมเอาไว้ได้ครับ”

“ผมไม่รู้เรื่องแวดวงฮอลลีวู้ดมากนัก” แมทธิวส์กล่าว “แต่ฟรานซิสเป็นผู้กำกับฝีมือเยี่ยมที่มีผลงานชั้นเยี่ยมมากมาย เขาชอบให้ทุกคนมีส่วนร่วม เขาอยากให้ผมช่วยออกความเห็นซึ่งผมก็รู้ว่าการดัดแปลงภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเช่นนี้เสมอไป เขาคอยผลักดันและให้โอกาสในการทำงานร่วมกันครับ”

ในฐานะผู้อำนวยการสร้างบริหารของ Red Sparrow เฮย์ธอยู่ร่วมงานตลอดการถ่ายทำช่วงหน้าหนาวในบูดาเปสต์ บราติสลาวา เวียนนา และลอนดอน “ฟรานซิสให้ผมได้มีส่วนร่วมในกระบวนการด้วย” เฮย์ธกล่าว “เราทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการดัดแปลงบท และเขาก็ให้ผมมีส่วนร่วมในกระบวนการถ่ายทำ ดูการซ้อม ให้

ความเห็น ปรับเปลี่ยนบทในส่วนที่จำเป็น สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้กำกับควบคุมงานของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์เท่านั้น”

เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ซึ่งทำงานร่วมกับฟรานซิส ลอว์เรนซ์ใน The Hunger Games: Catching Fire, The Hunger Games: Mockingjay Part 1 และ The Hunger Games: Mockingjay, Part 2 เข้ามาร่วมทีมนักแสดงในบทโดมินิกามาตั้งแต่ช่วงต้นของการทำงาน

“ผมนึกถึงเจนนิเฟอร์และผมก็เล่าเรื่องคร่าวๆ ให้เธอฟังว่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร” ผู้กำกับกล่าว “แน่นอนว่าตอนนั้นเรายังไม่มีบทและผมก็ยังไม่อยากให้เธออ่านหนังสือ ผมแค่อยากรู้ว่าถ้าสมมติจะให้เธอรับบทเป็นตัวละครแบบนี้ เธอจะสนใจไหม ก็เลยคล้ายกับว่าเธออยู่ในโปรเจ็กต์นี้มาตั้งแต่ช่วงแรกๆ และเราก็เขียนบทให้เธอ แล้วจากนั้นระหว่างที่เราพัฒนาเรื่อง ผมก็จะคอยหยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและคุยเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้นิดๆ หน่อยๆ ผมรู้ว่าเธอยังไม่กล้าที่จะเล่นหนังแบบนี้ในตอนที่เธอยังอายุน้อยกว่านี้ ผมก็เลยค่อยๆ ให้เธอคุ้นเคยกับเรื่องราว กับตัวละคร โทน และเนื้อหาไปในระหว่างกระบวนการพัฒนาโครงการ พอถึงตอนที่ผมได้บทหนังฉบับจริงมา ก็เหมือนเธอผ่านการอุ่นเครื่องมาเรียบร้อยแล้ว”

“ฟรานซิสแนะนำเรื่องนี้ให้ฉันระหว่างทัวร์ประชาสัมพันธ์หนัง Hunger Games ภาคสุดท้าย” นักแสดงรายนี้กล่าว “เป็นหนังสือที่เขาอ่านอยู่และคิดว่าน่าสนใจที่จะทำเป็นหนัง ฉันคิดว่าเรื่องแรกที่เราคุยกันเกี่ยวกับโดมินิกาคือนี่เป็นตัวละครและบุคลิกที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากบทบาทที่ฉันเคยรู้จักมา เธอถูกบังคับให้ต้องเอาชีวิตรอดตั้งแต่อายุยังน้อย ร่างกายของเธอถูกรัฐบาลใช้มาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการเต้นบัลเล่ต์ การเป็นนักกีฬา ซึ่งรัฐบาลออกค่าใช้จ่ายให้และจากนั้นเธอก็ถูกบังคับให้เข้าร่วมโครงการสแปร์โรว์ ครั้งแรกที่ฉันได้อ่านบทและเราคุยกันเรื่องนี้ ฉากโรงเรียนสแปร์โรว์น่ากลัวมากค่ะ เป็นครั้งแรกที่ฉันจะต้อง…เอิ่ม เรียกว่าเปลือยกายหมดก็ว่าได้ แต่หลังจากเล่นแล้วฉันก็รู้สึกเป็นอิสระมากค่ะ เพราะฉันไม่มีทางนำตัวละครเข้าไปสู่สถานการณ์ที่ตัวฉันเองไม่สบายใจที่จะเล่น แต่คุณจะได้เห็นในหนังว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เธอได้อำนาจมา เป็นจุดที่เธอสามารถพลิกเกมกับคนที่พยายามควบคุมเธอ และฉันก็รู้สึกได้ถึงพลังนั้น ฉันว่ามันน่าตื่นเต้น เพราะโดมินิกาถูกฝึกมาให้ใช้ร่างกาย แต่สุดท้ายแล้วเธอก็เอาชนะได้

ด้วยสมอง สำหรับฉันแล้วเธอเป็นนางเอกยุคใหม่ที่มีบุคลิกซับซ้อน เธอทำตามกฏเกณฑ์ของตัวเองและมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จให้ได้”

“หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับการเอาตัวรอดและการใช้เสน่ห์ยั่วยวน” เจนโน ท็อปปิง ตั้งข้อสังเกต “สมดุลระหว่างสองส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง การเอาตัวรอดผลักดันโดมินิกาเข้าไปในโลกของสแปร์โรว์ และเมื่อเธออยู่ในโลกใบนั้นแล้ว เธอก็ต้องฝึกฝนทักษะในการหว่านเสน่ห์และทักษะในงานสายลับเพื่อเอาตัวรอด หนังเรื่องนี้สำรวจการใช้เสน่ห์ยั่วยวนในเชิงจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ เราจะได้เห็นตัวละครต้องคิดหาคำตอบว่าเธอจะยอมมากแค่ไหนเพื่อเอาตัวรอด เธอจะสามารถดึงเกมไว้และรอดจากการเดินทางครั้งนี้โดยยังปลอดภัยดีได้หรือไม่”

“เราไม่ค่อยได้รู้ว่าโดมินิการู้สึกอย่างไร” โจเอล เอ็ดเจอร์ตันกล่าว “ว่าเธอคิดอะไรอยู่ เธอกำลังจะทนไม่ไหวหรือจะระเบิดอารมณ์ออกมาเมื่อไหร่ เธอเป็นตัวละครที่ดูหนักแน่นและเก็บอารมณ์ได้ดีในระดับหนึ่ง การแสดงของเจนทำให้เราต้องคอยคาดเดา เรามักสงสัยว่าในตัวเธอน่าจะมีความแข็งแกร่งที่ผู้ชายรอบตัวเธอมองข้ามไป”

พบกับเนท

ในทางกลับกัน เนทเข้าไปผูกมิตรกับโดมินิกาด้วยหวังจะได้ข้อมูลจากเธอ “เขาเป็นนักแสดงที่เก่ง และเป็นคนที่ใจกว้างมากจากมุมมองของคนนอกอย่างผม” เฮย์ธกล่าวถึงเอ็ดเจอร์ตัน “เขาเป็นคนทำหนัง และคุณจะเห็นว่าเขาคำนึงถึงภาพรวมทั้งกระบวนการ ไม่ใช่เฉพาะการแสดงของตัวเอง”

“โจเอลเป็นตัวเลือกแรกของผมสำหรับการมารับบทเนท” ฟรานซิส ลอว์เรนซ์กล่าว “ผมคิดว่าเขาเป็นนักแสดงที่น่าทึ่งและผมคิดว่าเขากับเจนน่าจะเล่นเข้ากันได้ดี ผมชอบที่ได้เห็นเจนอยู่ในฉากและมีความสัมพันธ์แบบโรแมนติกกับผู้ชายเต็มตัวไม่ใช่เด็กหนุ่ม นักแสดงใน Hunger Games ยังอายุค่อนข้างน้อย ยังเป็นวัยรุ่นกันอยู่เลย ดังนั้นผมก็เลยต้องการความสัมพันธ์ในลักษณะที่แตกต่างออกไปในหนังเรื่องนี้ และโจเอลก็เหมาะมาก แต่ผมคิดว่ากุญแจสำคัญที่ทำให้ผมเลือกโนเอลมารับบท เนท แนช ก็คือโจเอลมีความภูมิฐานรวมถึงความซื่อสัตย์จริงใจ เขา

มั่นคงหนักแน่นและอยู่ในโลกของความเป็นจริง ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบทนี้เพื่อที่ว่าคุณจะได้เชื่อมั่นและเข้าใจว่าเขาจงรักภักดีต่อฝ่ายไหนและไว้ใจเขา”

เช่นเดียวกับโดมินิกา เราพบเนทที่ทางแยกของชีวิตเมื่อความผิดพลาดทำให้เขาถูกถอดออกจากภารกิจ “เขาก้าวพลาดในช่วงต้นของอาชีพและได้รับโอกาสเป็นครั้งที่สองให้กลับมาใหม่” เอ็ดเจอร์ตันกล่าวถึงแนช “เขาเป็นคนเดียวที่เจ้าหน้าที่มาร์เบิลคุยด้วย เขามีคุณค่าในแง่นั้น ดังนั้นเขาจึงได้ติดต่อกับตัวละครของเจนนิเฟอร์”

“โดมินิกาและเนทมีความสัมพันธ์ที่น่าสนใจ” เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ตั้งข้อสังเกต “เพราะทั้งคู่ได้รับคำสั่งให้เข้าหาอีกฝ่ายเพื่อล้วงข้อมูลมา และในระหว่างที่พยายามเข้าควบคุมอีกฝ่าย พวกเขาก็ตกหลุมรักกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เพราะคุณจะไว้ใจว่าคนคนหนึ่งจะไม่หลอกคุณได้ยังไงในเมื่อคุณกำลังพยายามหลอกเขาอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องคอยรักษาสมดุลของความไว้ใจที่ต่างคนต่างมีให้กันอยู่ตลอดเวลาพร้อมไปกับความหวาดระแวงอันเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตแบบสายลับ”

เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ สนุกที่ได้ร่วมงานกับเอ็ดเจอร์ตัน “ฉันรักโจเอล!” เธอหัวเราะ “เขาเก่งมากเลยค่ะ สำเนียงของเขาก็ไม่มีที่ติซึ่งก็ทำให้ฉันหวั่นใจมากตอนที่ฉันพยายามฝึกสำเนียงรัสเซีย แล้วเขาก็เป็นคนสนุกสนาน เป็นคนทำงานหนัก เขารับบทนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ฉันนึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครอื่นมารับบทนี้ได้ เขามีส่วนสำคัญต่อหนังเรื่องนี้และช่วยให้บทนี้โดดเด่นมากค่ะ”

เอ็ดเจอร์ตันชื่นชมความผูกพันระหว่างเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์กับฟรานซิส ลอว์เรนซ์ และเผยว่าความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างทั้งสองคนนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาตกลงรับบทเนท “การที่คนสองคนทำงานร่วมกันมาสามครั้งแล้วและบอกว่าจะทำงานร่วมกันอีกเป็นครั้งที่สี่นั้นมีความหมายมากทีเดียว ผมชอบการทำงานซ้ำกับคนเดิมๆ มันบ่งบอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับตัวบุคคล บุคลิกเฉพาะของคนคนนั้น และวินัยในการทำงาน แล้วก็ยังบ่งบอกถึงความน่าตื่นเต้นในเชิงสร้างสรรค์ด้วย มันหมายความว่าผมจะได้ทำงานกับคนสองคนที่เข้ากันได้ดีมากๆ คนที่มองไปในทางเดียวกัน และรู้ว่าจะช่วยกันแก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างไร”

เอ็ดเจอร์ตันยังสนใจแนวทางของ Red Sparrow ในแง่การเป็นหนังสายลับที่ใช้สมองอีกด้วย “ผมคิดว่ามันน่าสนใจที่สายลับไม่ได้เอาแต่ขับรถชนกันและยิงปืนกล” เขากล่าว “ตัวละครเรื่องนี้เล่นเกมหมากรุกทางจิตวิทยากันมากกว่า”

แวดวงสายลับ

ผู้ชนะรางวัลออสการ์ เจเรมี ไอร์ออนส์ รับบทเป็นคอร์ชนอย นายพลผู้ได้รับเหรียญกล้าหาญของหน่วยสายลับโซเวียต ไอร์ออนส์อธิบายว่าสิ่งที่ทำให้เขาสนใจบทนี้ก็คือ “มันเป็นบทภาพยนตร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่ผมเคยอ่านในช่วงนานมานี้ ผมไม่เคยเล่นหนังสายลับมาก่อน บทเรื่องนี้อ่านสนุกน่าติดตามและผมก็เดาไม่ค่อยถูกว่าตัวเองอยู่ตรงจุดไหนหรือควรจะเชื่อใคร ผมว่ามันน่าสนใจและเป็นงานที่เขียนออกมาดี จากนั้นผมก็ไปอ่านหนังสือแล้วก็ชอบมากทีเดียว”

“งานนี้เราได้นักแสดงชั้นเยี่ยมที่มีความสามารถหลากหลายก็เพราะคุณภาพของงานเขียนบท วิสัยทัศน์ที่น่าทึ่งของฟรานซิส และความน่าสนใจของตัวละครโดมินิกา” ผู้อำนวยการสร้าง เดวิด เรดี ตั้งข้อสังเกต “นักแสดงแทบทุกคนที่อ่านบทประทับใจกับเรื่องราวที่น่าติดตามและไม่สามารถทายตอนจบได้”

เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ยอมรับว่าเธอทึ่งในตัวไอร์ออนส์ “ฉันหวั่นใจเอามากๆ เลยค่ะ” เธอกล่าว “คิดดู นี่เจเรมี ไอร์ออนส์เลยนะ! ที่จริงเขาเป็นคนนิสัยดีมากและการทำงานกับเขาก็สนุก แต่การร่วมฉากกับเขานั้นทรงพลังมากจริงๆ แม้กระทั่งพอฉันกลับไปดูตอนนี้ ฉันก็ยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของตัวเองตอนที่เล่นฉากนั้นกับเขา เขาแปลงร่างกลายเป็นคนละคนเลย”

ตัวละครตัวหนึ่งที่ลอว์เรนซ์ไม่อยากพูดถึงมากนักคือวานยา อาของโดมินิกา “ฉันไม่อยากเฉลยอะไรออกมาเพราะคุณต้องได้เห็นเอง” นักแสดงรายนี้กล่าว “ความสัมพันธ์ระหว่างโดมินิกากับเขาน่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่น่าหลงใหลที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นในหนังเลยค่ะ มันซับซ้อนมาก”

ตัวละครวานยาในหนังนั้นเปลี่ยนไปจากในหนังสือ ฟรานซิส ลอว์เรนซ์อธิบายว่า “ในหนังสือเขาอายุค่อนข้างมากกว่านี้ ระหว่างการพัฒนาบทเราตัดสินใจกันว่าจะลดอายุของวานยาลงเล็กน้อย ให้เขาเป็นน้องชายที่อายุห่างกันมากกับพ่อของโดมินิกาซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะโดมินิกาและวานยามีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างจะผิดเพี้ยน ด้วยความที่พวกเขามีอายุใกล้เคียงกันมากพอที่จะมีความสัมพันธ์กันได้ถ้าไม่ได้เป็นญาติกัน ผมชอบไอเดียนี้ซึ่งออกจะดาร์คอยู่สักหน่อย เรื่องที่ว่าโดมินิกาอาจหลงเสน่ห์คุณอาวัยหนุ่มผู้หล่อเหลาและผมคิดว่าเขาเองก็หลงเสน่ห์เธอ ผมคิดว่าคุณอาวานยามักจะมองโดมินิกาว่าเป็นสหาย มองว่าทั้งสองมีบางอย่างคล้ายกัน และความคล้ายคลึงกันที่ทำให้เธอมีวินัยและประสบความสำเร็จในโลกของบัลเล่ต์ซึ่งเป็นโลกที่โหดร้ายนั้น ก็เป็นแง่มุมที่เขาเห็นในบุคลิกของตัวเองและเห็นในตัวเธอและเขาคิดว่าทั้งคู่มีเหมือนกัน ผมคิดว่าพ่อแม่ของโดมินิกาก็เล็งเห็นเรื่องนี้และรู้สึกกังวล ก็เลยเริ่มแยกทั้งสองออกจากกัน”

มัทธีอัส สโคนอาร์ตส์ ผู้รับบทเป็นคุณอาวานยาของโดมินิกา รีบคว้าโอกาสที่จะได้ทำงานกับ “กลุ่มคนที่มีพรสวรรค์เหลือล้น” ตามคำพูดของเขา เขากล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างวานยากับโดมินิกาว่า “เรารู้ว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับพ่อของเธอซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงมีความรู้สึกอยากปกป้องโดมินิกา แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่รับรู้ถึงความเป็นผู้หญิงของเธอ ในขณะเดียวกันเขาต้องการเธอแต่เขารู้ว่าเธอก็ต้องการเขาเช่นกัน ดังนั้นจึงมีเรื่องของอำนาจอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองซึ่งเปิดประตูไปสู่การข่มเหงกันในระดับหนึ่ง สำหรับสองคนนี้มีเส้นแบ่งเพียงบางๆ กั้นอยู่ระหว่างความจริงใจกับการชักใยบงการ มันเป็นความสัมพันธ์ที่กลับไปกลับมาตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องสนุกที่ได้เล่นกับเรื่องนี้ครับ”

สโคนอาร์ตส์ต้องร่วมฉากกับเจเรมี ไอร์ออนส์อยู่หลายฉาก เป็นประสบการณ์ซึ่งสโคนอาร์ตส์มองว่า “สนุกสุดๆ” “เขาเป็นจอมป่วนที่แสนจะขี้เล่นและฉลาดหลักแหลม” สโคนอาร์ตส์กล่าว “ผมชอบนะ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลยล่ะ”

“มัทธีอัสเป็นคนที่ไม่ธรรมดา ทั้งเปิดกว้างและละเอียดอ่อน” ไอร์ออนส์กล่าวชื่นชมเช่นเดียวกัน “ผมคิดว่าเขาช่วยสร้างความแตกต่างจากตัวละครคอร์ชนอยที่ผมเล่น แล้วยังเป็นเพื่อนร่วมงานที่อัธยาศัยดีอีกด้วย”

ชาร์ล็อตต์ แรมพลิง รับบทเป็นแอนนาหรือที่นักเรียนในโรงเรียนสแปร์โรว์เรียกกันว่าเมทรอน “เธอเป็นตัวละครที่เขียนขึ้นมาได้อย่างงดงามค่ะ” แรมพลิงกล่าว “เมทรอนเป็นคนที่อุทิศทุ่มเทให้รัฐ ทุ่มเทให้ระบอบคอมมิวนิสต์ เธอเป็นคนยึดมั่นในระเบียบวินัย ยึดมั่นในคำสั่ง และยึดมั่นในศรัทธาเพื่อจุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองและชีวิตเล็กๆ ของคนคนหนึ่ง เป็นการอุทิศชีวิตของตนเพื่อจุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่า”

“เธอเริ่มต้นฝึกในโรงเรียนสายลับตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นเมื่อเธอพบโดมินิกา เธอจึงเหมือนเห็นตัวเองในวัยสาว เธอเริ่มต้นจากการเรียนในโรงเรียน แล้วไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นอาจารย์” แรมพลิงกล่าวถึงเรื่องราวความเป็นมาของเมทรอน

บิลล์ แคมป์ รับบทเป็นมาร์ตี เกเบิล เพื่อนร่วมงานของเนทที่ซีไอเอ “เขาเป็นคนอารมณ์เสียง่ายและออกจะขี้โมโห ผมว่าเขาเหมือนอยู่บนทางหลวงและขับเลยทางออกที่ต้องการไปสองช่องแล้ว และทางออกก็ไม่ได้เหลืออยู่มากนักด้วย” แคมป์อธิบาย

Red Sparrow นับเป็นครั้งที่สี่ที่แคมป์และเอ็ดเจอร์ตันได้ทำงานร่วมกัน หลังจาก Midnight Special, Black Mass และ Loving “โจเอลเป็นนักแสดงที่เก่งมาก แค่นั้นเลยครับ” แคมป์กล่าวถึงสายสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองว่า “เขาเป็นคนใจกว้างครับ หมายความว่าเขาหนักแน่น เขาทำตัวผ่อนคลายสบายๆ และเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วเขาก็เข้าใจองค์ประกอบต่างๆ ในการทำหนังเป็นอย่างดีด้วย”

ซาคินา แจฟฟรีย์รับบทเป็น ทริช ฟอร์ไซธ์ ผู้บังคับบัญชาของเนทและมาร์ตีที่ซีไอเอ “ทริชรักเนทและคิดว่าเขาทำงานได้ยอดเยี่ยม” แจฟฟรีย์กล่าว “และเขาก็มีสัญชาตญาณเหมาะกับงานที่ทำด้วย แต่ในฐานะเจ้านาย ฉันมักกังวลว่าเขาจะล้ำเส้น และโชคร้ายที่เขาทำอย่างนั้นจริงๆ”

นักแสดงชาวเยอรมัน เซบาสเตียน ฮัลค์ รับบทเป็น มาทอริน “นักฆ่าขั้นสูง” ฮัลค์บรรยายถึงเขาเอาไว้ “เขาเป็นคนที่รับทำงานสกปรก เขาถนัดด้านนี้และเขาก็ชอบด้วย” ฮัลค์กล่าว

เมื่อโดมินิกาออกจากโรงเรียนสแปร์โรว์ เธออาศัยอยู่ห้องเดียวกันกับมาร์ทาซึ่งรับบทโดยเธคคลา รูเทน “ฉันสนใจมารับบทนี้เพราะตัวบทภาพยนตร์เป็นลำดับแรก” รูเทนอธิบาย “แต่ฉันก็ทึ่งเมื่อได้รู้ว่าผู้เขียนเคยทำงานกับซีไอเอมานับสิบๆ ปี ฉันว่ามันน่าสนใจจริงๆ ค่ะ ความน่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่ามันมาจากคนวงใน”

เคียรัน ไฮนด์ส, โจลี ริชาร์ดสัน และแมรี หลุยส์ ปาร์กเกอร์ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในทีมนักแสดงของ Red Sparrow ซึ่งต่างก็เป็นนักแสดงระดับมือรางวัลจากหลายประเทศ “ผมไม่ได้คิดว่าเราจะต้องหานักแสดงจากหลายประเทศหรอกนะครับ” แม็คโคโนมีกล่าว “เพียงแต่ว่ามันเป็นไปเองโดยอัตโนมัติเพราะหนังเรื่องนี้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในต่างประเทศ ถึงอย่างนั้นผมก็คิดว่าเป็นเรื่องดี เพราะเราจะได้มีตัวละครที่กว้างขวางหลากหลายซึ่งจะช่วยนำเสนอมุมมองที่แตกต่างกันไป”

มุ่งสู่บูดาเปสต์

ในช่วงหลายเดือนก่อนการถ่ายทำ ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ และทีมงานได้เดินทางไปยังบูดาเปสต์เพื่อสำรวจสถานที่มาใช้เป็นฉากแทนเฮลซิงกิ ซึ่งเป็นจุดที่เกิดเรื่องราวขึ้นมากมายในหนังสือของแมทธิวส์ ขณะที่สำรวจบูดาเปสต์ ทีมงานได้พบว่าการใช้สถานที่จริงในเมืองนี้อาจช่วยเพิ่มความสมจริงให้ Red Sparrow

“ผมคิดว่าเราทุกคนต่างตกหลุมรักบูดาเปสต์” เรดีกล่าว หลังจากทีมงานเดินทางไปเยือนบูดาเปสต์เพื่อสำรวจว่าจะใช้แทนเฮลซิงกิได้หรือไม่ พวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะให้เมืองนี้เป็นตัวละครตัวหนึ่งในภาพยนตร์

“คุณสามารถถ่ายทำบูดาเปสต์เพื่อใช้เป็นบูดาเปสต์ก็ได้” เรดีอธิบาย “เมืองนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมอยู่แล้ว มาเรีย จูร์โควิช นักออกแบบงานสร้างของเรา ช่วยเพิ่มเติมสิ่งที่ขาดหายไปได้อย่างกลมกลืนน่าทึ่ง บูดาเปสต์กลายเป็นสถานที่มหัศจรรย์สำหรับหนังเรื่องนี้ทั้งในแง่สถานที่ถ่ายทำที่เราได้พบ รวมถึงจิตวิญญาณของสถานที่ด้วย”

“ก่อนเริ่มทำหนังเรื่องนี้ ผมไม่รู้จักมาเรียมาก่อนแต่ผมชอบงานของเธอ” ฟรานซิส ลอว์เรนซ์กล่าว “ผมดูหนังที่เธอเคยร่วมงานด้วยมาหลายเรื่อง ก็เลยลองถามดูว่าเธอพอจะว่างไหมและส่งบทให้เธอดู เธอสนใจบทหนัง แต่ยังหวั่นว่าผมอาจอยากทำหนังที่ดูหม่นๆ ทึมๆ เพราะผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงหนังเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์-สังคมนิยมก็มักจะนึกถึงสีโทนหม่น สีเทา คอนกรีต อะไรเทือกนั้น ผมก็เลยส่งรูปที่ผมหามาแล้ว และให้เธอไปลองคิดดู ให้เธอค่อยๆ ซึมซับไปและศึกษาข้อมูลเองด้วย ผ่านไปราวหนึ่งสัปดาห์เธอก็กลับมาพร้อมภาพที่น่าเหลือเชื่อมากมายมหาศาล เราเห็นตรงกันในแง่โทนสีที่เราสามารถดึงมาใช้ได้ สุดท้ายเราพบงานศิลปะรัสเซียยุคหลังสงครามซึ่งมีการ

เลือกใช้สีได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้ทุกอย่างดูผิดแปลกไปเล็กน้อย อย่างสีแดงก็ไม่ใช่สีแดงมาตรฐานที่เราคุ้นเคย และสีเขียวก็ไม่ใช่สีเขียวมาตรฐาน แล้วยังมีสีน้ำเงินที่สวยงามและสีเขียวพิสตาชิโอ… สุดท้ายเราก็สร้างโทนสีโดยอาศัยงานศิลปะรัสเซียเหล่านี้มากอยู่เหมือนกัน”

จูร์โควิชเสริมว่า “สำหรับฉัน เวลาที่เริ่มต้นทำงานหนังสักเรื่อง เราจะต้องหากุญแจที่พาเราเข้าไปสู่โลกของหนังเรื่องนั้น เราต้องหาหลักยึดที่ช่วยให้เราคงความสม่ำเสมอของงานภาพเอาไว้ และสำหรับ Red Sparrow มันก็คือการใช้สีที่ค่อนข้างฉูดฉาดบาดตา เป็นการทำงานที่สนุกมากค่ะ เพราะฟรานซิสให้ฉันลงมือได้เต็มที่โดยไม่มีกรอบกฎเกณฑ์ใดๆ”

จูร์โควิชยินดีอย่างยิ่งที่ได้สำรวจสถานที่ในบูดาเปสต์และบราติสลาวาซึ่งไม่ค่อยได้ปรากฏในภาพยนตร์ “ถ้าฉันดูหนังสักเรื่องที่ถ่ายทำในลอนดอน ฉันจะรู้เลยว่าแต่ละฉากถ่ายทำที่ไหน เป็นเรื่องธรรมดาหลังจากทำงานนี้มานานเหมือนอย่างที่ฉันทำมาค่ะ” จูร์โควิชกล่าว โดยระบุว่าการที่เธอหาข้อมูลสถานที่บางแห่งเพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจก่อนการถ่ายทำเป็นเหตุให้กองถ่ายต้องไปถ่ายทำบางส่วนที่บราติสลาวาด้วย “ในภาพถ่ายช่วงแรก เรามีภาพสถานที่หลายแห่งในบราติสลาวา สุดท้ายเราก็ถ่ายทำกันในสถานที่ซึ่งฉันหาภาพถ่ายมาตั้งแต่เริ่มคุยงานกัน”

การเต้นรำเริ่มต้น

การถ่ายทำ Red Sparrow เริ่มต้นขึ้นในวันพุธที่ 5 มกราคม 2017 ที่ฮีโร่ส์สแควร์ สถานที่สำคัญอันมีชื่อเสียงโดดเด่นมากที่สุดแห่งหนึ่งในบูดาเปสต์ โรงละครโอเปราของบูดาเปสต์ใช้เป็นฉากแทนโรงละครบอลชอย แต่การจัดการสถานที่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ด้วยตารางการแสดงที่อัดแน่น ทีมงานเวทีจะต้องจัดอุปกรณ์สำหรับการแสดงโอเปราในช่วงค่ำ ขณะที่นักแสดงและทีมงานของ Red Sparrow เก็บของออกจากพื้นที่

เพื่อให้การเต้นครั้งสุดท้ายของโดมินิกาออกมาสมจริง ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ ได้เลือกนักออกแบบท่าเต้นที่ได้รับการยกย่อง จัสติน เพค รวมถึงนักเต้น นักออกแบบท่าเต้น และผู้ฝึกสอน เคิร์ท โฟรแมน ให้มาสร้างฉากนี้ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ซ้อมร่วมกับโฟรแมนวันละสามชั่วโมงนานสามเดือนก่อนเริ่มต้นการถ่ายทำ

“ฉันต้องเตรียมร่างกายอย่างหนักเพื่อหนังเรื่องนี้ค่ะ” ลอว์เรนซ์ยอมรับ “สำหรับฉากบัลเล่ต์ ฉันต้องฝึกฝนอย่างหนักและถึงแม้ว่าฉันไม่มีทางไปถึงจุดที่จะเต้นให้คณะบอลชอย แต่มันก็ช่วยเรื่องท่วงท่าและการจัดระเบียบร่างกาย รวมถึงเปลี่ยนแปลงร่างกายของฉันไปด้วย แน่นอนว่าฉันรู้สึกหิวมากในช่วงสองเดือนแรก! แล้วจากนั้นคุณจะได้เห็นในหนังว่าฉันพบจุดเปลี่ยนหลังจากเลิกเต้นบัลเล่ต์ และคุณจะได้เห็นฉันเปลี่ยนแปลงไปตลอดทั้งเรื่อง”

นักเต้นบัลเล่ต์ผู้มีชื่อเสียง เซอร์เกย์ พอลูนิน ซึ่งมีเรื่องราวของเขาอยู่ในหนังสารคดีเรื่อง Dancer ได้เข้ามาร่วมการถ่ายทำเพื่อรับบทเป็นคอนสแตนติน นับเป็นการรับบทบาทในภาพยนตร์เป็นครั้งแรก หลังจากเขาเคยติดตามหนังเรื่อง Constantine ของฟรานซิส ลอว์เรนซ์ “แน่นอนครับ คุณต้องตกลงรับเล่นหนังอยู่แล้วถ้ามีเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์อยู่ในนั้น” พอลูนินกล่าว “ผมได้เห็นว่าเจนนิเฟอร์มีแนวทางการทำงานอย่างไร เป็นการเรียนรู้ที่ดี ผมคงหาโอกาสดีกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ”

นิโคล โอนีล ผู้รับบทเป็นซอนยา ก็มีประวัติด้านการเต้นมาก่อน โดยเคยเรียนที่ Royal Ballet ในช่วงเวลาเดียวกันกับพอลูนิน เธอได้รับบาดเจ็บตอนอายุสิบห้าจึงทำให้ต้องเลิกอาชีพการเป็นนักเต้นไป “ฉันมีเวลาเดือนครึ่งเพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ฉันเข้าเรียนบัลเล่ต์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้สลับกับการทำงานอื่นๆ” โอนีลกล่าวถึงการกลับมาเยือนเวที “ฉันเข้าใจตัวละครที่เจนเล่น เข้าใจความรู้สึกที่จู่ๆ ก็ต้องออกจากอาชีพกลางคัน คุณฝึกฝนมาทั้งชีวิตแล้วทุกอย่างก็ต้องมาจบลง ที่จริงแล้วการได้กลับมาเต้นอีกครั้งหนึ่งถือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เลยละค่ะ”

ท่ามกลางความเหน็บหนาว

อุปสรรคอีกประการหนึ่งสำหรับการถ่ายทำก็คือการใช้พื้นที่สุสาน Fiumei หนึ่งในสถานที่สำคัญอันโดดเด่นของบูดาเปสต์ในฉากการพบกันของเนทกับมาร์เบิล “มีแต่หนังสารคดีและหนังประวัติศาสตร์ที่เคยมาถ่ายทำที่นี่” เคเมนีกล่าว “ฟรานซิสได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมการและเขาก็เจรจาให้เราจนสำเร็จ”

ฉากภายนอกของสเตทสคูลโฟร์นั้นถ่ายทำกันที่หมู่บ้านเดก (Deg) ซึ่งอยู่นอกเมืองบูดาเปสต์ห่างออกไปราวชั่วโมงกว่า ทั้งเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์และซาชา โฟรโลวา ผู้รับบทเป็นอันยา ต้องทนกับอากาศหนาวในเดือนมกราคม

ขณะถ่ายทำฉากที่ทั้งสองต้องเดินเท้าเปล่าวนเป็นวงกลม โครงสร้างอาคารนี้ย้อนกลับไปได้ถึงต้นยุคศตวรรษที่ 19 และเป็นที่พำนักของตระกูลเฟสเตติกส์จนกระทั่งถูกใช้เป็นที่ทำการทางทหารในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง จากนั้นก็ถูกยึดโดยโซเวียต

ฉากภายในโรงเรียนสแปร์โรว์หลายส่วนถ่ายทำที่ศูนย์วัฒนธรรมในย่านชนบทใกล้โรงงานร้าง จูร์โควิชและ ฟรานซิส ลอว์เรนซ์พบแนวทางที่จะนำสถานที่แห่งนี้มาใช้ในงานออกแบบของหนัง “ในยุคคอมมิวนิสต์ โรงงานเหล่านี้แต่ละแห่งจะมีศูนย์วัฒนธรรมของตัวเอง โดยเป็นโรงละครขนาดเล็กสำหรับคนงานซึ่งตั้งอยู่ข้างโรงงาน” จูร์โควิช กล่าว “ฉันกับฟรานซิสชอบมันมาก เราคุยกันว่า ‘ทำไมโรงเรียนสแปร์โรวจะมีอาคารแยกย่อยออกมาไม่ได้ล่ะ’ เราสร้างสถานที่ซึ่งมีมิติและน่าสนใจมากขึ้นสำหรับการฝึกสายลับ เป็นงานสถาปัตยกรรมสองรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ใช้สีที่ดูเข้ากันได้”

แรมพลิงให้ความเห็นว่าความรุ่งเรืองในอดีตของสถานที่บางแห่งช่วยสร้างบรรยากาศใน Red Sparrow “มันชวนให้นึกถึงยุคบางยุคและวิถีชีวิตบางแบบในยุโรปตะวันออกซึ่งเคยมีอยู่แต่ปัจจุบันหายไปหมดแล้ว” เธอกล่าว “สถานที่เหล่านี้มีกลิ่นอายบรรยากาศความยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้ดำรงอยู่อีกต่อไป การที่เราได้ถ่ายทำในสถานที่เหล่านี้และเพิ่มมิติเข้าไปในการสร้างสรรค์ของนักออกแบบมันน่าหลงใหลจริงๆ ค่ะ”

นักออกแบบเครื่องแต่งกาย ทริช ซัมเมอร์วิลล์ ซึ่งทำงานกับฟรานซิส ลอว์เรนซ์และเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ใน The Hunger Games: Catching Fire ยินดีที่ได้กลับมาร่วมทีมอีกครั้งใน Red Sparrow “เหตุผลประการหนึ่งที่ฉันชอบทำงานกับฟรานซิสเป็นเพราะเรารู้ว่างานนั้นจะเป็นงานที่เราภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมและทำงานด้วย เขาเปิดกว้างในการสร้างสรรค์และชอบการทำงานร่วมกัน ฉันไม่เคยรู้สึกว่าไม่กล้าเสนอความเห็นในเรื่องไหน เขาเปิดกว้างรับฟังสิ่งต่างๆ และเข้าถึงได้ง่ายเสมอ

ซัมเมอร์วิลล์ช่วยเสริมบรรยากาศรกร้างห่างไกลของโรงเรียนสแปร์โรว์ด้วยการให้นักแสดงแต่งตัวในโทนสีหม่น “สำหรับโรงเรียนสแปร์โรว์ ฉันอยากให้มันคงความเป็นคอมมิวนิสต์และเผด็จการ ดังนั้นสีสันจะดูซีดโดยเน้นไปที่สีเทาโลหะและสีโทนเย็นยะเยือก เสื้อทุกตัวใช้ได้สำหรับทั้งสองเพศ ดังนั้นผู้ชายและผู้หญิงจึงใส่เสื้อแบบเดียวกัน ส่วนเครื่องแบบของเมทรอนนั้นเป็นแบบคลาสสิกอมตะในโทนสีเขียวมะกอกเข้ม” ซัมเมอร์วิลล์อธิบาย

ด้วยชุดที่แตกต่างจากเครื่องแบบโรงเรียนสแปร์โรว์โดยสิ้นเชิง ซัมเมอร์วิลล์แต่งตัวให้รูเทนเป็นมืออาชีพที่ทำงานเป็นสแปร์โรว์มาพักหนึ่งแล้ว ซัมเมอร์วิลล์อธิบายว่า “สำหรับมาร์ทา เราต้องการเห็นความแตกต่างระหว่างนักเรียนโรงเรียนสแปร์โรว์กับเหล่าสายลับสแปร์โรว์ เราต้องการให้เธอแตกต่างจากตัวละครโดมินิกาด้วย เธอเน้นเสน่ห์ทางเพศมากกว่าและเน้นอย่างค่อนข้างโจ่งแจ้งด้วย เสื้อของเธอหลายตัวจะผ่าลึกและคอกว้าง มีเนื้อผ้านุ่มนวลพลิ้วไหว เธอสวมรองเท้าส้นสูง สำหรับตัวละครตัวนี้ เครื่องแต่งกายจะเน้นความเป็นผู้หญิงและเย้ายวนมากขึ้น คุณจะรับรู้ถึงแง่มุมนี้ในตัวละครของเธอได้ทันที”

การถ่ายทำในฮังการีของ Red Sparrow จบลงในเดือนเมษายน และทีมงานก็ได้ย้ายไปยังบราติสลาวาเป็นเวลาสั้นๆ เพื่อถ่ายทำฉากภายนอกและฉากภายในของ “รัสเซีย” และที่น่าแปลกใจคือรวมถึงฉากภายในสำนักงานใหญ่ของซีไอเอด้วย

หลังจากการถ่ายทำวันเดียวในเวียนนา กองถ่ายก็ย้ายไปยังลอนดอนเพื่อถ่ายทำที่สนามบินฮีทโธรว์และโรงแรมคอรินเธีย “นั่นเป็นความสนุกของหนังสายลับครับ คุณได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ” แม็คโคโนมีกล่าว “คุณต้องเปลี่ยนเกียร์อยู่ตลอดเวลาทั้งในแง่เรื่องราวและในแง่ภาพด้วย”

บทส่งท้าย

หลังจากเจเรมี ไอร์ออนส์ถ่ายทำเสร็จไปแล้วนานหลายสัปดาห์ เขาก็ได้มาเดินผ่านฉากสนามบินฮีทโธรว์เพื่อขึ้นเครื่อง นักแสดงรายนี้เผื่อเวลามาทักทายผู้กำกับและเพื่อนนักแสดง “เขาคอยสนับสนุนทีมงาน สุขุมเยือกเย็น และทำงานเป็นระบบระเบียบมาก” ไอร์ออนส์กล่าวถึงฟรานซิส ลอว์เรนซ์ “เขาทำให้ทุกอย่างดูง่ายดายไปหมด เขาทำงานกับทีมงานซึ่งส่วนใหญ่แล้วเคยทำงานกับเขาในผลงานชิ้นอื่นๆ ทีมงานนี้เหมือนเครื่องจักรที่ได้รับการหยอดน้ำมันเป็นอย่างดี ช่วยให้กองถ่ายมีบรรยากาศผ่อนคลาย และช่วยให้นักแสดงรู้สึกมั่นใจ รู้สึกว่าได้แรงสนับสนุน และสามารถทดลองทำอะไรต่างๆ ได้ ในขณะเดียวกันเขาก็เก่งเรื่องกองถ่ายขนาดใหญ่เพราะเขาคุมมันได้อยู่หมัดเหมือนกับที่เขาทำใน The Hunger Games เขาเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของคนที่ละเอียดอ่อน ขณะเดียวกันก็เป็นคนที่

เข้าไปกำกับงานด้วยตัวเองจนสามารถดูแลให้ทีมงานร่วมสองร้อยชีวิตทำงานได้อย่างรวดเร็วแข็งขัน แล้วยังมีเวลาให้นักแสดงอีกด้วย”

“ฉันชอบทำงานกับฟรานซิสค่ะ” เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์เห็นด้วย “หลักๆ แล้วเป็นเพราะฉันเชื่อมั่นในตัวเขา และเขาก็มีรสนิยมที่ยอดเยี่ยม ช่วยให้ฉันเบาใจไปได้เยอะค่ะเวลาเขากำกับ เพราะฉันรู้ว่าหนังเรื่องนั้นจะได้รับการขัดเกลาให้ออกมาดีที่สุด เขาเป็นคนที่มีจินตนาการกว้างไกลและสร้างสรรค์โลกในภาพยนตร์ได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังเป็นนักสื่อสารที่เก่งด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่ฉันต้องทำงานที่ท้าทายเป็นครั้งแรก ฉันจะรู้สึกดีขึ้นเยอะถ้ามีเขาเป็นคนคุมบังเหียนอยู่”

“ไม่เคยมีหนังเรื่องไหนของฟรานซิส ลอว์เรนซ์เหมือนหนังเรื่องนี้มาก่อน” ปีเตอร์ เชอร์นิน สรุป “แล้วก็ไม่มีหนังของเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์เหมือนหนังเรื่องนี้มาก่อน แล้วก็ไม่ได้มีหนังสายลับเหมือนหนังเรื่องนี้มาก่อนด้วย! มันเป็นการผจญภัยที่สนุกตื่นเต้นเร้าอารมณ์ แล้วก็เต็มไปด้วยจุดหันเหพลิกผัน คุณจะได้ดื่มด่ำไปกับเรื่องราวและพูดคุยกันต่อเมื่อออกจากโรงไป นั่นคือสิ่งที่คุณคาดหวังได้จากเรื่องนี้ครับ”

___________________________________________________

ข้อมูลภาพยนตร์  Red Sparrow – หญิงร้อนพิฆาต
 

เข้าฉาย 1 มีนาคม ในโรงภาพยนตร์

Facebook
Clip